Archive for พฤษภาคม, 2014

RMUTT20140530-04

ภาพข่าว: ทรงเปิดอาคารเรียน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี ฉายพระรูปร่วม ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเรียนพระราชทาน โรงเรียนวัดหนองปลาดุก ต.บางลี่อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ดำเนินการจัดสร้างโดยชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติมทร.ธัญบุรี More >

RMUTT20140530-02

หนุนรับตรงพร้อมกันแต่แยกเป็นกลุ่มๆแนะจัดสอบมากกว่า1ครั้งเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กหวั่นม.เล็กยอดตกวูบ

จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศักษา (สกอ.) พร้อมด้วยอธิการบดีมหาวิทยาลัย และตัวแทนมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศได้ประชุมเพื่อพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา และมีความเห็นตรงกันที่จะให้มีการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถานบันอุดมศึกษาด้วยวิธีการรับตรงพร้อมกัน และใช้ข้อสอบกลางเหมือนกันในปี 2559 นั้นเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2557 รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิบดีการบดี มทร. 9 แห่ง กล่าวว่าส่วนตัวเห็นว่าควรจะมีการจัดสอบรับตรงพร้อมกันทั้งหมดทั่วประเทศตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละมหาวิทยาลัยต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา แต่การที่มหาวิทยาลัยจะเห็นดีเห็นงามให้มีการสอบพร้อม กันทั้งหมดนั้นก็ใช่ว่าจะมองแค่เพียงเพื่อต้องการลดปัญหาการวิ่งรอกสอบของเด็กเท่านั้น แต่ควรมองปัญหาอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบด้านพร้อมทั้งคิดหาแนวทางออกไว้ด้วย เช่น หากสอบพร้อมกันมหาวิทยาลัย ขนาดเล็กย่อมได้รับผลกระทบเรื่องตัวเลขนักศึกษาลดลง หรืออาจจะมีปัญหาอื่นๆ อีกแล้วจะมีทางออกกันอย่างไร เป็นต้น

ด้าน รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐอธิการบดี มทร. ธัญบุรี กล่าวว่า เห็นด้วย ที่จะให้มีการสอบรับตรงพร้อมกัน แต่ควรแยกสอบออกเป็น 2 ช่วง และเป็นกลุ่มๆ เพราะเวลานี้เราสามารถแยกเด็กได้เป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1.เด็กที่เรียนดีเรียนเก่งและมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะสอบเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ 2.เด็กที่เรียนดีเรียนเก่งแต่ต้องการเรียนในมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี เช่นกลุ่ม มหาวิทยาลัย พระจอมเกล้าฯ กลุ่ม มทร.เป็นต้นและ 3.เด็กที่เรียนเก่ง เรียนดี เรียนปานกลาง และไม่เก่งกลุ่มนี้มีมากถึง 40% ซึ่งบางคนพลาด โอกาศจากกลุ่มที่ 1 และ 2 แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีความตั้งใจที่จะเรียนในมหาวิทยาลัย สายสังคม ท้องถิ่นอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏมาตั้งแต่แรก ทั้งนี้ หากให้สอบพร้อมกันหมดโดยไม่แยกกลุ่ม เด็กในกลุ่มที่ 3 ก็ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะอาจจะสอบได้ในสาขาหรอืมหาวิทยาลัยที่ไม่ชอบซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนตามมา ดังนั้น จึงควรมรทางเลือกและให้โอกาสได้สอบมากกว่า 1 ครั้ง แม้จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่เชื่อว่าเด็กจะพึงพอใจที่ได้เรียนในสาขาและมหาวิทยาลัยที่ต้องการจริงๆ More >

C-140531039159

หนุนจัดรับตรงพร้อมกันแต่แยกกลุ่ม

จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เตรียมเดินหน้าในมหาวิทยาลัยสอบรับตรงพร้อมกันทั้งใช้ข้อสอบกลางเหมือนกันในปี 2559 นั้น รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่ราชมงคล (มทร.) 9 แห่งกล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรจะมีการจัดสอบรับตรงพร้อมกันตั้งนานแล้ว แต่การพร้อมกันทั้งหมดนั้นว่าใช่ว่าจะมองแค่เพียงเพื่อต้องการลดปัญหาการวิ่งรอกสอบของเด็กเท่านั้นแต่ควรมองปัญหาอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งคิดหาแนวทางออกไว้ด้วย เช่นหากสอบพร้อมกันมหาวิทยาลัยขนาดเล็กย่อมได้รับผลกระทบเรื่องตัวเลขนักศึกษา เป็นต้น

ด้าน รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการสอบรับตรงพร้อมกัน แต่ควรแยกสอบออกเป็น 2 ช่วงและเป็นกลุ่มๆ เพราะเวลานี้เราสามารถแยกเด็กได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1.เด็กที่เรียนดี เรียนเก่งและมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะสอบเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ 2.เด็กที่เรียนดี เรียนเก่งแต่ต้องการเรียนในมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น กลุ่มมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าฯ กลุ่ม มทร. เป็นต้น และ 3.เด็กที่เรียนเก่งเรียนดี เรียนปานกลาง และไม่เก่งกลุ่มนี้มีมากถึง 40% ซึ่งบางคนพลาดโอกาสจากกลุ่มที่ 1 และ 2 แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีความตั้งใจที่จะเรียนในสายสังคมท้องถิ่นอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏมาตั้งแต่แรก ทั้งนี้หากให้สอบพร้อมกัน หมดโดยไม่แยกกลุ่ม เด็กในกลุ่มที่ 3 ก็ค่อนข้างน่าเป็นห่วาง เพราะอาจจะสอบได้ในสาขา หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ชอบซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนตามมา ดังนั้น จึงควรมีทางเลือกและให้โอกาสได้สอบมากกว่า 1 ครั้ง แม้จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่เชื่อว่าเด็กจะพึงพอใจที่ได้เรียนในสาขาและมหาวิทยาลัยที่ต้องการจริงๆ More >

RMUTT20140530-03

คอลัมน์ เลาะรั้วมหาวิทยาลัย: ‘เชอร์เบทลูกหว้า’ไอศกรีมใส่ไอเดีย

“ลูกหว้า ผลไม้ไทยที่ออกผลช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ในลูกหว้า มีสรรพคุณมากมาย เช่น แก้เบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วง แต่ลูกหว้าเป็นผลไม้ที่ยังไม่ได้รับความนิยมในการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์” เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ลูกหว้า เป็นทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภคที่ชอบรับประทานไอศกรีม “พิไลวรรณ มาดี” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยมี ผศ.มาริน สาลี เป็นผู้ควบคุมดูแล ได้คิดค้น “เชอร์เบทลูกหว้า” ขึ้นมา

ผศ.มาริน เล่าว่า เนื่องจากลูกหว้าเป็นผลไม้ที่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก จึงอยากนำลูกหว้า ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่มีในประเทศไทยมาแปรรูป ลักษณะของลูกหว้ามีความคล้ายบลูเบอร์รี่ ซึ่งในประเทศไทยไม่มีบลูเบอร์รี่ ต้องสั่งมาจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงนำลูกหว้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “เชอร์เบทลูกหว้า” สำหรับส่วนผสม ประกอบด้วย 1.เนื้อลูกหว้า 375 กรัม 2.เจลาตินแผ่น 2 แผ่น 3.น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม 4.น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ 5.น้ำแข็ง 100 กรัม

ขั้นตอนในการทำ 1.นำเนื้อลูกหว้าใส่หม้อสเตนเลส จากนั้นเติมน้ำตาลทราย นมผง และน้ำสะอาดลงไป 2.นำส่วนผสมในข้อที่ 1 ไปตั้งไป โดยใช้ไฟอ่อนๆ คนส่วนผสมให้เข้ากัน ตีส่วนผสมให้เข้ากันประมาณ 5 นาที ไม่ต้องรอให้เดือด เมื่อนมผงและน้ำตาลทรายละลายให้ยกลงจากเตา 3.นำเจลาตินแผ่นที่เตรียมไว้ใส่ลงไปคนให้ละลาย จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น 4.เมื่อส่วนผสมเย็นแล้ว ใส่น้ำมะนาวที่เตรียมไว้ลงไป ทำให้เกิดความเปรี้ยว5.นำส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน เนียน ใช้ความเร็วปานกลาง ปั่นประมาณ 10 นาที จากนั้นเทใส่ภาชนะพักไว้ 6.นำน้ำแข็งมาปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำส่วนผสมลูกหว้าที่ปั่นไว้เทลงไปในเครื่องปั่นที่ปั่นน้ำแข็ง ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเนียนเหมือนน้ำแข็งปั่น (ถ้าหากนำส่วนผสมที่ทำไว้ไปแช่แข็ง ประมาณ 1-2 คืน จะทำให้เนื้อลูกหว้ามีความเป็นไอศกรีมมากขึ้น) 7.นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงในเครื่องทำไอศกรีมใช้เวลา 30 นาที จะได้เชอร์เบทลูกหว้าแสนชุ่มฉ่ำ พร้อมรับประทาน วิธีในการเก็บเชอร์เบทลูกหว้า นำใส่ถ้วยกระดาษ แล้วไปแช่แข็ง ถึงร้อนแค่ไหนก็มีไอศกรีมแสนชุ่มฉ่ำ ไว้แก้ร้อนแล้วจ้า

“เชอร์เบทลูกหว้า” ไอศกรีมคลายร้อน นำไปประกอบเป็นอาชีพ เจ้าของไอเดียยินดีจ้า หรือว่ามีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.มาริน สาลี สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ มทร.ธัญบุรี โทร.0-2549-3160-1 หรือ 08-4094-8222 More >

มทร.ธัญบุรีตั้งเป้ามหาวิทยาลัยอันดับ 3 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มทร.ธัญบุรีมีเป้าหมายที่จะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยและติดอันดับต่ำกว่า 1,000 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ในปี 2560 ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายได้นั้น คือการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ หรือบัณฑิตมือเปื้อน และการจะผลิตบัณฑิตให้ได้ตามคาดหวังนั้น มทร.ธัญบุรี จะเริ่มด้วยการพัฒนาอาจารย์ของมหาวิทยาลัย ว่าแต่ละบุคคลมีความต้องการพัฒนาด้านใดเป็นพิเศษ มหาวิทยาลัยพร้อมที่จะสนับสนุน รวมถึงจะให้อาจารย์เข้าไปฝังตัวในภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดการผลิตบัณฑิตในตรงกับความต้องการของตลาด

ในส่วนของหลักสูตรจะมีการพัฒนาหลักสูตร โดยสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มีการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น สัดส่วน70 ต่อ 30 ส่วนสายสังคม ภาคปฏิบัติ 60 ต่อ 40 ซึ่งรูปแบบหลักสูตรและวิธีการสอนจะมีการนับรายชั่วโมงในภาคปฏิบัติ เน้นฝึกให้นักศึกษาทำโครงการ หรือนำปัญหาจริงมาเป็นโจทย์ เพื่อให้นักศึกษาได้เกิดการกระบวนการคิดและปฏิบัติ ซึ่งการประเมินผลจะวัดทั้งในส่วนของข้อสอบ ผลสัมฤทธิ์ และสมรรถนะของงาน

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มจำนวนนักศึกษาแลกเปลี่ยน จากเดิมประมาณ 140 คนต่อปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนนักศึกษาต่อชั้นปี ซึ่งโดยปกตินักศึกษาแลกเปลี่ยน จะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีประมาณ 5,000 คน ส่วนนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จะติดการฝึกสหกิจศึกษา โดยนักศึกษาแลกเปลี่ยนนี้จะเน้นไปที่กลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนี้ได้มีการเริ่มส่งนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปที่สาธารณเชค และประเทศเยอรมนี ประมาณ 10 คน และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

“วันนี้ มทร.ธัญบุรี พัฒนานักศึกษาตอบโจทย์ความต้องการของอาเซียน ทั้งปรัชญา แนวทางการเรียนการสอน เพื่อรับการเปิดประชาคมอาเซียน โดยนักศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษาจะต้องมีการวัดระดับ TOEIC และมีคะแนนไม่ต่ำกว่า 500 จาก 30% ของจำนวนนักศึกษาที่จบการศึกษา และด้าน ICT ต้องผ่านระดับ 3 จากการทดสอบของ Excellent Center ของมหาวิทยาลัย ดังนั้น เชื่อมั่นว่าบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจะสามารถทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศไทย ซึ่งการดำเนินการยุทธศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยสามารถเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยและติดอันดับต่ำกว่า 1,000 ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก”

RMUTT20140529-04

TPQI เดินหน้าทำมาตรฐานอาชีพ ตั้งเป้าเสร็จ 46 กลุ่ม รับเปิด AEC

สิ่งที่คนทำงานต้องมีนอกจาก “ความรู้” แล้วต้องมี “ทักษะวิชาชีพ” จากการลงมือปฏิบัติจริง หากพบว่าทักษะฝีมือยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดจะต้องได้รับการอบรม ฝึกฝนทักษะฝีมือพร้อมทดสอบสมรรถนะและให้การรับรองมาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะต้องใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน และมีหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้การจัดทำมาตรฐาน การทดสอบและการรับรองมาตรฐานอาชีพที่เป็นที่ยอมรับภายใต้มาตรฐานสากล

จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)หรือ Thailand Professional Qualification Institute (Public Organization) : TPQI ขึ้นเพื่อทำหน้าที่กำหนดระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ส่งเสริมให้มีการจัดทำมาตรฐานวิชาชีพ ทดสอบสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ เพื่อให้การรับรองมาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพของบุคคลในอาชีพนั้นๆ พร้อมกับนำมาตรฐานไปใช้ในการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนด แม้จะเป็นองค์กรน้องใหม่ที่ดำเนินงานมาได้เพียง 2 ปีเศษ แต่การทำงานภายใตู้การบริหารของ”นายวีระชัย ศรีขจร” ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ มีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะการจัดทำมาตรฐานวิชาชีพ 46 กลุ่มอาชีพ ซึ่งมีเป้าหมายจะแล้วเสร็จและพร้อมใช้ภายในปี 2558 More >

RMUTT20140529-06

คอลัมน์ มุมที่5

‘กานต์ พึ่งกัน’

.. รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ไม่ได้มุ่งผลิตแต่บัณฑิตมืออาชีพอย่างเดียวแต่ยังใส่ใจให้การสนับสนุนการพัฒนาของบุคลากรในรั้วเดียวกันด้วย ล่าสุด ไพโรจน์ สำโรงทอง บุคลากรคณะ วิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ไปคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันเดิน 3,000 เมตรในการแข่งขันกีฬาบุคลากรคณะกรรมการการอุดมศึกษา ครั้งที่ 33 “อ่างแก้วเกมส์” ที่ ม.เชียงใหม่ แว่วว่าทำให้ รศ.ดร.ประเสริฐ เบิกบานเป็นที่สุด .. More >

RMUTT20140529-03

คอลัมน์ ชุมทางครู

ดอกมะเขือ

*… สำนักบันฑิตอาสาสมัคร มธ. เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรบันฑิต (บันฑิตอาสาสมัคร) รับผู้จบไม่ต่ำกว่า ป.ตรี สมัครที่สำนักบัณฑิตอาสา สมัคร มธ.ศูนย์รังสิต อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 6 ถึง 30 พ.ค.นี้ โทร. 0-2564-4440 ต่อ 1321, 1330…* บัณฑิตศึกษา มทร.ธัญบุรี รับสมัคร ป.โท ภาค 1/2557 (เพิ่มเติม) รับสมัครถึง 4 ก.ค. ดาวน์โหลดระเบียบการสอบ www.grad.rmutt.ac.th โทร.0-2549-3618-19… More >

RMUTT20140529-02

‘เครื่องยีลูกตาล’ พลังงานก๊าซชีวภาพผลงานเด่น นศ.มทร.ธัญบุรี

นายชัยรัตน์ หงส์ทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหการ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นำทีมนักศึกษา ประกอบด้วย “ปอ” น.ส.จันจิรา หงันเปี่ยม “ติ๊ก” นาย สรศักดิ์ ผลมี “นนท์” นายนฤเบศ คำมา และ “ชมพู” น.ส.เนตรนภา สร้อยแก้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 4 พัฒนาเครื่องยีลูกตาลโดยพลังงานก๊าซชีวภาพ

อ.ชัยรัตน์ เล่าว่า ในการพัฒนาเครื่องยีลูกตาลโดยใช้พลังงานก๊าซ เพื่อทดลองประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยีลูกตาลที่ใช้ก๊าซชีวภาพ และวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐศาสตร์ โดยโครงสร้างของเครื่องยีลูกตาล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ตัวถังมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 49 เซนติเมตร สูง 40.7 เซนติเมตร ขนาดความกว้างของเครื่องยีตาล 53.4 เซนติเมตร ขนาดความยาวของเครื่องยีตาล 72 เซนติเมตร และความสูงของเครื่องยีลูกตาล 42.5 เซนติเมตร ขนาดความยาวของถาดเครื่องยีลูกตาลด้านบน 48.4 เซนติเมตร และขนาดความยาวถาดยีลูกตาลด้านล่าง 23.8 เซนติเมตร

ขนาดความกว้างด้านบนของถาดเครื่องยีลูกตาล 17 เซนติเมตร และขนาดความกว้างทั้งหมดของถาดเครื่องยีลูกตาล 26 เซนติเมตร ขนาดมุมของถาดเครื่องยีลูกตาล 45 องศา ขนาดความสูงขาตั้งหน้าของเครื่องยีตาล 10.2 เซนติเมตร ขนาดความกว้างของฐานเครื่องยีลูกตาล 56.5 เซนติเมตร และขนาดความสูงของฐานเครื่องยีลูกตาล 20.4 เซนติเมตร ขนาดความยาวของฐานเครื่องยีลูกตาล 11.8 เซนติเมตร และขนาดความยาวของแท่นวางเครื่องยนต์ขนาด 7.9 เซนติเมตร สามารถปรับสายพายให้ตึงได้

2.ชุดส่งกำลังจากสายพาน ประกอบด้วยพูเล่ย์ ร่อง A 1 ร่อง 3 นิ้ว อยู่ติดกับตัวเครื่องยนต์เบนซิน 5.5 แรงม้าโดยใช้สายพานร่อง A ขนาด 33 นิ้ว พูเล่ย์ ร่อง A 1 ร่อง 2 นิ้ว อยู่ติดกับเกียร์ทดกำลังโดยใช้สายพานร่อง A ขนาด 33 นิ้ว พูเล่ย์ ร่อง B 1 ร่อง 6 นิ้ว อยู่ติดกับเกียร์ทดกำลังเพื่อจะส่งกำลังไปยังพูเล่ย์อีกตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการหมุนจานหมุนโดยใช้สายพานร่อง B ขนาด 35 นิ้ว พูเล่ย์ ร่อง B 1 ร่อง 4 นิ้ว อยู่ติดกับจานหมุนโดยจะเป็นตัวส่งกำลังตัวสุดท้ายเพื่อขับเคลื่อนโดยใช้สายพานร่อง B ขนาด 35 นิ้ว โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 5.5 แรงม้า ซึ่งมีการติดตั้งวาล์วควบคุมก๊าซชีวภาพ

จากการทดลองประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยีลูกตาลโดยใช้พลังงานก๊าซชีวภาพ ทำการทดลองปริมาณลูกตาลพบว่าสามารถใช้ลูกตาลในการยีได้เฉลี่ย 10 เม็ด และเครื่องยีลูกตาลมีอัตราการสิ้นเปลืองก๊าซเฉลี่ย 0.375 กรัมต่อวินาที และมีความสามารถทำงานเฉลี่ย 1 ชั่วโมง 11 นาที เมื่อใช้ก๊าซชีวภาพปริมาณ 1.5 กิโลกรัม ถ้าใช้งาน 2,400 ชั่วโมง จะมีระยะเวลาคืนทุน 290 วัน และมีอัตราการทำงานที่ 8.84 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เครื่องยีลูกตาลโดยใช้พลังงานก๊าซชีวภาพต้นแบบ ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นโดยอาจารย์และนักศึกษา ซึ่งไม่มีวางจำหน่าย กลุ่มเกษตรกรใดสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ อ.ชัยรัตน์ โทร.08-6511-5857 More >

RMUTT20140526-03

คอลัมน์ แวดวงการศึกษา: มทร.ธัญบุรีติวอ.ที่ปรึกษา

นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า มทร.ธัญบุรี จัดอบรมระบบอาจารย์ที่ปรึกษา 300 คน เพื่อให้มีวิธีการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตามหลักให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา โดยอบรมรุ่นละ 60 คน คาดว่าจะเสร็จก่อนเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคม และจะขยายผลให้คำปรึกษาทางออนไลน์ ซึ่งทุกคณะจะจัดห้องพิเศษให้นักศึกษานัดหมายพูดคุย หากมีพฤติกรรม หรือแนวโน้มน่าเป็นห่วง จะนัดหมายพูดคุย นอกจากนี้ จะขยายผลในกลุ่มของนักศึกษารุ่นพี่ โดยอบรมให้เป็นที่ปรึกษา เพราะเข้าถึงรุ่นน้องมากที่สุด More >

RMUTT20140526-07

ภาพข่าว: สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเรียนพระราชทาน โรงเรียนวัดหนองปลาดุก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี จัดสร้างโดยชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เมื่อวันก่อน More >

RMUTT20140526-08

จิตอาสาวิศวะมทร.ธัญบุรีติดไฟฟ้าวัดปิปผลิวนาราม

ฝ่ายพัฒนานักศึกษา สโมสรนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นำทีมอาสาสมัครจิตอาสานักศึกษาวิศวกรรมจำนวน 20 คน ลงพื้นที่บริการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง วัดปิปผลิวนาราม อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด

ถือเป็นกิจกรรมอาสาเพื่อสังคม เนื่องจากทางวัดปิปผลิวนารามได้ก่อสร้างศาลาการ เปรียญขึ้น โดยยังไม่มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างภายในอาคาร ทางวัดจึงได้ทำหนังสือมาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี

ผศ.ชลิตต์ มธุรสมนตรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ในฐานะที่ปรึกษานักศึกษาโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น โดยเปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งมีนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการจำนวน 20 คน ใช้เวลาในการลงพื้นที่ 3 วัน 2 คืน ติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะได้พัฒนาตนเอง พัฒนาความรู้ พัฒนาจิตและปัญญา มีจิตสาธารณะในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและรู้จักวัฒนธรรมของการให้ More >

RMUTT20140526-15

เปิดเบื้องหลังชีวิต’คนเก็บขยะ’ในมุมที่คุณต้องอ่าน

“…ผมเชื่อว่าผมเป็นคนหนึ่งที่รู้ว่าในถังขยะมีอะไร หลายคนอาจคิดว่ามีแต่ของไร้ค่า น่ารังเกียจ แต่สำหรับผมและแม่ เราค้นพบทองคำที่อยู่ในนั้น แม้ว่ากว่าจะได้มา มือของเราต้องเปื้อนสิ่งสกปรก โดนของมีคมบาดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มันก็คุ้มค่าเสมอ”

ผู้เอ่ยประโยคข้างต้น ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี แต่ก่อนจะมีวัน นี้ เขาเคยเป็นเด็กเก็บขยะมาก่อน

เรากำลังพูดถึง ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ด็อกเตอร์จากกองขยะ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นไล่ตงจิ้นเมืองไทย เจ้าของเรื่องที่จะมาเปิดเบื้องหลังชีวิตที่น่าเห็นใจของ “คนเก็บขยะ” ในมุมที่พวกเราทุกคนต้องอ่าน

กองขยะ = กองเงิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ขยะ” เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เบือนหน้าหนี เพราะว่ามันเหม็น และสกปรก แต่สำหรับเขากับแม่ (บุษรี จุลเพ็ญ) ในตอนนั้น กลับค้นพบว่ามีเงินตกหล่นอยู่ที่นั่น ทั้งขวดแก้ว ขวดพลาสติก เศษเหล็ก กระดาษ กล่องลัง สิ่งเหล่านี้ สามารถแปรเป็นเงินที่ทำให้ครอบครัวอยู่ได้ไปวันต่อวัน แถมยังเป็นค่าเทอมให้เขาได้เล่าเรียนหนังสือ

“รายได้ในแต่ละวันจากการเก็บขยะได้เพียงวันละประมาณ 100 บาทเท่านั้น หลังจากหักค่ากินอยู่แล้ว ต้องนำเงินไปผ่อนหนี้รายวันแขกขายผ้าวันละ 20 บาทบ้าง 40 บาทบ้าง เพราะไม่ว่าจะหมอน มุ้ง ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า ล้วนแต่ซื้อแบบผ่อนกับแขกทั้งหมด ข้าวของที่เราซื้อถ้าซื้อเงินสดอาจจ่ายแค่ 100 บาท แต่ถ้าซื้อแบบเงินผ่อน เมื่อคิดราคาค่าของอีกทีเราก็ต้องจ่ายเขาไปแล้ว 300-500 บาท แต่ในเมื่อทางเลือกของเรามีน้อย เราก็จำต้องยอม” เขาเล่า More >

RMUTT20140526-01

‘เชอร์เบทลูกหว้า’ ไอศกรีมใส่ไอเดีย มทร.ธัญบุรี

“ลูกหว้า ผลไม้ไทยที่ออกผลช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน โดยในลูกหว้ามีสรรพคุณมากมาย เช่น แก้เบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วง ซึ่งลูกหว้าเป็นผลไม้ที่ยังไม่ได้รับความนิยมในการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับลูกหว้า เป็นทางเลือกใหม่กับผู้บริโภคที่ชอบทานไอศกรีม น.ส.พิไลวรรณ มาดี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยมี ผศ.มาริน สาลี เป็นผู้ควบคุมดูแล ได้คิดค้น “เชอร์เบทลูกหว้า” ขึ้นมา

ผศ.มาริน เล่าว่า เนื่องจากลูกหว้าเป็นผลไม้ที่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก จึงอยากนำลูกหว้าซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่มีในประเทศไทยมาแปรรูป ซึ่งลักษณะของลูกหว้ามีความคล้ายบลูเบอรี่ ซึ่งในประเทศไทยไม่มีบลูเบอรี่ ต้องสั่งมาจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงได้นำลูกหว้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ “เชอร์เบทลูกหว้า” สำหรับส่วนผสมประกอบด้วย 1.เนื้อลูกหว้า 375 กรัม 2.เจลาตินแผ่น 2 แผ่น 3.น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม 4.น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ 5.น้ำแข็ง 100 กรัม ขั้นตอนในการทำ 1.นำเนื้อลูกหว้าใส่หม้อสเตนเลส จากนั้นเติมน้ำตาลทราย นมผง และน้ำสะอาดลงไป 2.นำส่วนผสมในข้อที่ 1 ไปตั้งไป โดยใช้ไฟอ่อนๆ คนส่วนผสมให้เข้ากัน ตีส่วนผสมให้เข้ากันประมาณ 5 นาที ไม่ต้องรอให้เดือด เมื่อนมผงและน้ำตาลทรายละลายให้ยกลงจากเตา 3.นำเจลาตินแผ่นที่เตรียมไว้ใส่ลงไปคนให้ละลาย จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น 4.เมื่อส่วนผสมเย็นแล้ว ใส่น้ำมะนาวที่เตรียมไว้ลงไป ทำให้เกิดความเปรี้ยว

5.นำส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ความเร็วปานกลาง ปั่นประมาณ 10 นาที จากนั้นเทใส่ภาชนะพักไว้ 6.นำน้ำแข็งมาปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำส่วนผสมลูกหว้าที่ปั่นไว้เทลงไปในเครื่องปั่นที่ปั่นน้ำแข็ง ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเนียนเหมือนน้ำแข็งปั่น (ถ้าหากนำส่วนผสมที่ทำไว้ไปแช่แข็ง ประมาณ 1-2 คืน จะทำให้เนื้อลูกหว้ามีความเป็นไอศกรีมมากขึ้น) 7.นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงในเครื่องทำไอศกรีม ใช้เวลา 30 นาที จะได้เชอร์เบทลูกหว้าแสนชุ่มฉ่ำ พร้อมรับประทาน วิธีในการเก็บเชอร์เบทลูกหว้า นำใส่ถ้วยกระดาษแล้วไปแช่แข็ง ถึงจะร้อนแค่ไหน ก็มีไอศกรีมแสนชุ่มฉ่ำ เปรี้ยวๆ หวานๆ ไว้แก้ร้อนแล้วจ้า

“เชอร์เบทลูกหว้า” ไอศกรีมคลายร้อน หากสนใจนำไปประกอบเป็นอาชีพ เจ้าของไอเดียยินดีจ้า หรือว่ามีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.มาริน สาลี สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ มทร.ธัญบุรี โทร.0-2549-3160-1 หรือ 08-4094-8222 More >

Binder1_Page_5

แนะวิธีรักษาอาการปวดทั่วร่างกาย นวดกดจุดตามแนวแล่นเส้นประธานสิบ

เห็นว่าคนไทยให้ความสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น รถไฟฟ้าบีทีเอส โดย ดร.อาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการการฝ่ายจัดการ รถไฟฟ้าบีทีเอส จึงเดินหน้ารณรงค์ “โครงการคลินิกลอยฟ้าครั้งที่ 12″ ร่วมมือกับ มูลนิธิโรคตับ และโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง ได้แก่ รพ.จุฬาภรณ์, รพ.กล้วยน้ำไท, รพ.วิภาวดี, รพ.เจ้าพระยา, รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ศูนย์การแพทย์อาร์เอสยู และ รพ.เอกชัย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้ห่างไกลจากโรคภัย ต่าง ๆ โดยมีการแบ่งโซนสถานีตรวจสุขภาพของแต่ละโรค ในทุกสถานีได้จัดโปรแกรมการตรวจสุขภาพโรคที่มีความเสี่ยงสูง และเป็นปัจจัยก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในอนาคตของคนเมืองในยุคปัจจุบัน อาทิ การวัดสายตา ความดันตา ตรวจเบาหวาน ตรวจมะเร็ง ตรวจหัวใจ การแพทย์แผนไทย การตรวจตับ กระดูกและข้อ เป็นต้น ซึ่งการบริการตรวจสุขภาพแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค. ที่ผ่านมา บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า

ในงานเดียวกันยังจัดให้มีการเสวนาเรื่อง “การนวดกดจุดตามแนวแล่นเส้นประธานสิบ” และสาธิตการนวดกดจุด โดย อ.สิปปกร โสภิตนกุล ผู้ชำนาญการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการนวดเส้นประธานสิบว่า เส้นประธานสิบของไทยมันถูกพัฒนามาจากวิถีชีวิตของคนไทยตามหลักศิลาจารึกวัดโพธิ์ที่เป็นการกดจุดรักษาตามแนวทางเดินของเส้นประธานทั้งสิบเส้นที่วิ่งไปตามร่างกาย แต่ละเส้นมีความเกี่ยวพันกับธาตุทั้ง 4 ในร่างกายที่สามารถรักษาอาการปวดตามร่างกาย อาทิ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดขา เป็นต้น แนวทางในการรักษาต้องวิเคราะห์ก่อนว่าอาการที่มีปัญหาเกิดจากเส้นอะไรบ้างแล้วจึงรักษาโดยการกดจุดจากตำแหน่งหนึ่งไปบำบัดอีกตำแหน่งหนึ่งของบริเวณที่มีปัญหา จุดเด่นของการรักษาแบบเส้นประธานสิบกล้ามเนื้อจะมีการอักเสบน้อยแต่เห็นผลดีขึ้นหลังการรักษาทันที

ด้าน ศ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดีคณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการแพทย์แผนตะวันออกซึ่งเป็นการปกป้องรักษาร่างกายโดยการนวด การฝังเข็ม หรือการกดจุด ซึ่งการแพทย์แผนนี้ไม่ต้องใช้ยาในการรักษา ว่า เราเป็นชาติตะวันออก จึงควรหาศาสตร์เพื่อประชากรชาวตะวันออก โดยการรักษาโรคที่ใช้แผนตะวันออกในการรักษาเพื่อตอบโจทย์ในการรักษา ศาสตร์ในการรักษานอกจากแผนไทยยังดึงแผนจีนและแผนอินเดียเข้ามาเป็นตัวเลือกในการเลือกศาสตร์ที่ดีที่สุดให้ตัวเอง นอกจากนี้ต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาจับศาสตร์ทั้งสามแผน เพื่อพิสูจน์ว่าศาสตร์ของเราใช้ได้ผล โดยมีการจดบันทึกพร้อมทั้งเผยแพร่ให้คนอื่นมองว่าศาสตร์ของเรานั้นดีจนคนทั่วโลกยอมรับ นอกจากนี้ศาสตร์ตะวันออกยังเป็นศาสตร์ที่ต้องนึกถึงองค์รวมของร่างกาย ปรับสมดุลอวัยวะให้ถูกต้อง ถ้าทุกอย่างดีปัญหาก็ลดลง. More >

Binder1_Page_2

‘มทร.ธัญบุรี’วิจัยพัฒนาฐานรากเสาเข็มดินซีเมนต์ต้านแผ่นดินไหว

ดร.วีระศักดิ์ ละอองจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมเทคนิคธรณี ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ได้ทำการวิจัยและพัฒนาฐานรากชนิดเสาเข็มในดินซีเมนต์ชั้นลึกต้านแรงแผ่นดินไหว (Stiffened Deep Cement Mixing Column Resist Earthquake Loads) โดยได้ทำการทดลองในโมเดลและแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ รวมถึงทดสอบจริงภาคสนาม ซึ่งผลการทดสอบมีความสอดคล้องกัน

“โดยเสาเข็มดินซีเมนต์เสริมแกนด้วยวัสดุประเภทต่างๆ (SDCM) ที่เสริมแกนเหล็ก H-Beam คือเสริมในรูปตัว H สามารถรับแรงกระทำด้านข้างแบบซ้ำไปซ้ำมาได้ดีที่สุด และในส่วนของการกระจายพลังงานแกนแบบเหล็ก H-Beam ก็สามารถที่จะกระจายพลังงานได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของโครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหว” ดร.วีระศักดิ์ กล่าว

ดร.วีระศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงทางด้านแผ่นดินไหว คือ Earthquake Engineering and Engineering Vibration วารสารในเครือ springer ทำให้ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีการสอบถามจากบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในวงการก่อสร้างทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อนำเอานวัตกรรมเสาเข็มดิน ซีเมนต์เสริมแกน ที่เผยแพร่ในวารสารนี้ ไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพดินอ่อน ให้สามารถรับแรงกระทำแบบซ้ำไปซ้ำมาได้มากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคนิคในแนวคิดการใส่แกนเสาเข็มลงในเสาเข็มดินซีเมนต์

“สำหรับประเทศไทยซึ่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ในขณะนี้ ผลของงานวิจัยในครั้งนี้สามารถปรับใช้ให้เหมาะกับสภาวะแผ่นดินไหวที่ประเทศไทยประสบอยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ โดยจะใช้เป็นแนวคิดในเทคนิคการออกแบบและการก่อสร้างถนนหรือองค์อาคารต่างๆ เพื่อรองรับแรงกระทำแบบซ้ำไปซ้ำมา หรือแม้กระทั่งแรงแผ่นดินไหวได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงานวิจัยนี้ก็ยังต้องการงานวิจัยที่จะต่อยอดจากงานวิจัยนี้อีกด้วย” ดร.วีระศักดิ์ กล่าวในที่สุด More >

Binder1_Page_3

คอลัมน์ ข่าวย่อยศึกษา: ยกระดับพนักงาน

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้มีการปรับเงินเดือนในส่วนพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระดับปริญญาตรี อัตราเงินเดือนหลังปรับเพิ่มแล้วจะอยู่ที่ 19,500 บาท และเพื่อเป็นการยกระดับพนักงานมหาวิทยาลัยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น สอดรับกับการปรับขึ้นของรายได้ทางมหาวิทยาลัย จึงได้ขอความร่วมมือให้พนักงานมหาวิทยาลัยเข้ารับการอบรมความรู้ด้านภาษาอังกฤษ และ ICT เพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย และต้องเข้ารับการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ระดับ B1 และการประเมินความรู้ด้านไอที ระดับ 3 ตามมาตรฐานสากลด้วย More >

Binder1_Page_4

TPQI เดินหน้าทำมาตรฐานอาชีพ ตั้งเป้าเสร็จ 46 กลุ่ม รับเปิด AEC

สิ่งที่คนทำงานต้องมีนอกจาก “ความรู้” แล้วต้องมี “ทักษะวิชาชีพ” จากการลงมือปฏิบัติจริง หากพบว่าทักษะฝีมือยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดจะต้องได้รับการอบรม ฝึกฝนทักษะฝีมือพร้อมทดสอบสมรรถนะและให้การรับรองมาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะต้องใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน และมีหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้การจัดทำมาตรฐาน การทดสอบและการรับรองมาตรฐานอาชีพที่เป็นที่ยอมรับภายใต้มาตรฐานสากล

จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)หรือ Thailand Professional Qualification Institute (Public Organization) : TPQI ขึ้นเพื่อทำหน้าที่กำหนดระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ส่งเสริมให้มีการจัดทำมาตรฐานวิชาชีพ ทดสอบสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ เพื่อให้การรับรองมาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพของบุคคลในอาชีพนั้นๆ พร้อมกับนำมาตรฐานไปใช้ในการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนด แม้จะเป็นองค์กรน้องใหม่ที่ดำเนินงานมาได้เพียง 2 ปีเศษ แต่การทำงานภายใตู้การบริหารของ”นายวีระชัย ศรีขจร” ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ มีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะการจัดทำมาตรฐานวิชาชีพ 46 กลุ่มอาชีพ ซึ่งมีเป้าหมายจะแล้วเสร็จและพร้อมใช้ภายในปี 2558

นายวีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นองค์กรเกิดใหม่ ดังนั้นต้องรีบเร่งทำงานเพื่อให้แล้วเสร็จแผนที่วางไว้ เริ่มจากการทำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ (Vocational Qualifications Framework) ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ระดับซึ่งทำเสร็จแล้ว ขณะนี้กำลังจัดทำมาตรฐานอาชีพทั้งหมด 46 กลุ่มอาชีพ จะทำ 20 กลุ่มอาชีพก่อน โดยปีงบประมาณ 2556 ทำไปแล้ว 14 กลุ่ม และจะทดสอบใน 1-2 เดือนข้างหน้ามีอีก 5-6 กลุ่มอาชีพ ซึ่งมีองค์กรที่ปรึกษาทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านนั้นโดยเฉพาะมาร่วมกันทำ ได้แก่ กลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ร่วมกับสถาบันปิโตรเลียมฯ, กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า-พระนครเหนือ,กลุ่มโลจิสติกส์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, กลุ่มผู้ประกอบอาหารไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และกลุ่มสปา ร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และปีนี้จะเซ็นสัญญาเพิ่มอีก 6 กลุ่ม ภายในสิ้นปีนี้ 20 กลุ่มนี้จะแล้วเสร็จทั้งหมด จากนั้นจะทะยอยทำกลุ่มอาชีพที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

“เบื้องต้นจะเน้นที่ระดับ ปวส. ซึ่งเป็นแรงงานที่มีความต้องการเร่งด่วน โดยเราได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษานำมาตรฐานวิชาชีพที่ทำเสร็จแล้วไปใช้ในการปรับหลักสูตรในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาบุคลากรทั้งในภาคส่วนที่เป็นแรงงานอยู่แล้วกับส่วนที่อยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งกปรับหลักสูตรให้มีมาตรฐานเดียวกับมาตรฐานของอุตสาหกรรม เมื่อเด็กเรียนจบเข้าสู่ตลาดแรงงาน เขาจะมีทักษะวิชาชีพตามมาตรฐานที่กำหนดและสามารถทำงานได้เลย ตอนนี้เรามีแรงงาน 40 ล้านคน โดย 20 ล้านคน จบแค่ม.3 ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องได้รับการพัฒนา ให้เขาได้ขยับขึ้นมา ต่อไปตลาดก็จะมีซัพพลายมากขึ้น” นายวีระชัย กล่าว

ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวต่อไปว่า เรื่องมาตรฐานอาชีพแล้ว สิ่งที่จะต้องทำคือ จัดให้มีศูนย์ทดสอบและรับรองมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ โดยมีหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่สถาบันฯ ตรวจสอบ

แล้วว่ามีความพร้อมด้านสถานที่ บุคลากรและเครื่องมือทดสอบที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากสถาบันฯ ให้เป็นศูนย์ทดสอบและให้การรับรองมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ โดยจะให้มีศูนย์ทดสอบและรับรองสมรรถนะในแต่ละภูมิภาคในกลุ่มอาชีพขนาดใหญ่ เช่น ภาคตะวันออกร่วมกับ มทร.ธัญบุรี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุดในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ภาคเหนือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ กรุงเทพฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในกลุ่มอุตสาหกรรมทางด้านไอที เป็นต้น โดยตั้งเป้าไว้ประมาณ 20 ศูนย์

“ผมย้ำอยู่เสมอว่ามาตรฐานที่เราทำต้องเป็นมาตรฐานระดับสากล กระบวนการในการรับรองและทดสอบก็ต้องเป็นมาตรฐานสากล ดังนั้นการทำมาตรฐานอาชีพ การทดสอบและให้การรับรองจะเน้นมาตรฐานสากลมากขึ้น เช่นขณะนี้ เราร่วมกับ สมอ. นำมาตรฐานสากล ISO 17024 มาใช้ในการกำหนดมาตรฐาน การทดสอบสมรรถนะและให้การรับรองมาตรฐานอาชีพและประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพเพื่อพัฒนากำลังคนที่ขาดคุณวุฒิการศึกษาและเพิ่มโอกาสการทำงานในตลาดอาเซียนและสากล และอาจจะนำไปใช้กำหนดมาตรฐานและสมรรถนะอาชีพสำหรับแรงงานอาเซียนในบางอาชีพที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วย” More >

ประเมินเข้มคุณภาพด้านภาษา-ไอทีหลังอัพเงินเดือน

รศ.ดร.ประเสริฐ  ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้มีการปรับเงินเดือนในส่วนพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระดับปริญญาตรี อัตราเงินเดือนหลังปรับเพิ่มแล้วจะอยู่ที่ 19,500 บาท และเพื่อเป็นการยกระดับพนักงานมหาวิทยาลัยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นสอดรับกับการปรับขึ้นของรายได้ทางมหาวิทยาลัย จึงได้ขอความร่วมมือให้พนักงานมหาวิทยาลัย เข้ารับการอบรมความรู้ด้านภาษาอังกฤษ และICT เพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย และต้องเข้ารับการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ระดับ B1 และการประเมินความรู้ด้านไอที ระดับ 3 ตามมาตรฐานสากลด้วย

“นอกจากนี้ในส่วนของลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งอยู่ในช่วงของทดลองงานนั้น จะต้องผ่านการประเมินดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยจะมีการประเมินก่อนการเข้าบรรจุหรือปรับเปลี่ยนเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้การปรับเงินเดือนขึ้นนั้นพนักงานมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องมีสมรรถนะและประสิทธิภาพการทำงานควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเดือนที่ได้รับ” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว.

Binder1_Page_3

ภาพข่าว: รับพระราชทานของที่ระลึก

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เข้ารับพระราชทานของที่ระลึก ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยฯ สนับสนุนการดำเนินงานโครงการก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดหนองปลาดุก ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี More >