สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม

อาจารย์สถาปัตย์ มทร.ธัญบุรี พัฒนาเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุผสมเยื่อกระดาษ

ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ได้ให้ความสำคัญกับวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้นมาทดแทนวัสดุก่อสร้างเดิม เช่น แผ่นไม้อัด แผ่นไม้ปาร์ติเคิล นักวิจัยต่างศึกษาและพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนจากแหล่งวัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถผลิตทดแทนได้ในเวลาที่รวดเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้เส้นใยธรรมชาติเป็นวัสดุผสม

จากศักยภาพของเส้นใยนี้เองที่ทำให้ อาจารย์ วชิระ แสงรัศมี อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นำเยื่อกระดาษเหลือใช้ที่มีอยู่จำนวนมากในทุกพื้นที่ ทดแทนเส้นใยจากพืชผลทางการเกษตรที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่จะได้เส้นใยที่พร้อมใช้งาน ส่วนประกอบของกระดาษมากกว่าร้อยละ 90 เป็นเยื่อ/เส้นใยจากต้นไม้และพืช ที่สามารถปลูกทดแทนได้ปริมาณมากในเวลาที่รวดเร็ว

อ.วชิระเปิดเผยว่าโครงการนี้เป็นการนำเส้นใยที่เหลือใช้มาเป็นส่วนผสมเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เยื่อกระดาษเหลือใช้ผสมกับปูนซีเมนต์ ยิบซัม ทราย และน้ำ ผลิตเฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่ง โดยค้นหาสมบัติทางกายภาพ ทางกลและประสิทธิภาพในการผลิตวัสดุผสมเยื่อกระดาษในปริมาณต่างๆและการใช้ตาข่ายพลาสติกเสริมการรับแรง

จากการศึกษาพบว่า การใช้เยื่อกระดาษเป็นวัสดุผสมส่งผลให้วัสดุมีศักยภาพที่ดีขึ้น กล่าวคือ การเพิ่มปริมาณกระดาษจะทำให้ค่าความหนาแน่นต่ำลง(มวลเบา) วัสดุสามารถตัด เจาะ ยึด และตกแต่งได้ง่ายขึ้น การใช้ตาข่ายพลาสติกเสริมในวัสดุทำให้สามารถรับแรงดัดได้เพิ่มขึ้น เมื่อทดลองผลิตเก้าอี้สาหรับเด็กที่เสริมแกนกลางด้วยขวดน้ำพลาสติก สามารถช่วยลดปริมาณวัสดุ ลดน้ำหนักและเพิ่มการรับแรงอัดได้ประสิทธิภาพและสมรรถนะตามต้องการ แผ่นตกแต่งเสริมด้วยตาข่ายพลาสติกมีสมบัติของวัสดุเทียบเท่าไม้เนื้ออ่อนและไม้อัด การประกอบเป็นเฟอร์นิเจอร์ทดแทนไม้อัดทำได้ผลดีและมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ สมบัติในการพองตัวเมื่อแช่น้ำมีค่าต่ำกว่าไม้อัดทั่วไปในท้องตลาด สามารถนำไปผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งในบ้านเรือนอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางของ โต๊ะ เก้าอี้ ของเล่นต่างๆ นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการส่งเสริมและพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้อย่างสบาย

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี

ชักโครกน้ำทิ้งจากเครื่องซักผ้าไอเดียประหยัดน้ำจาก มทร.ธัญบุรี

ทราบกันไหมว่า เมื่อเปรียบเทียบการใช้น้ำของชักโครกกับเครื่องซักผ้า ปริมาณการใช้น้ำของเครื่องซักผ้าสิ้นเปลืองการใช้น้ำมากกว่าชักโครกอยู่ประมาณ 20-40 เท่า ขึ้นอยู่กับปริมาตรความจุของเครื่องซักผ้า เช่นครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 3-5 คน ซักผ้ารวมกันตอนเช้าวันละครั้งด้วยเครื่องซักผ้าขนาดถังความจุ 9กิโลกรัมใช้น้ำ 70 ลิตร การซักผ้าของเครื่องผ้า 1ครั้งจะใช้น้ำสำหรับการซัก 1 รอบ สำหรับการล้าง 2 รอบ รวมเป็น 3 รอบใช้น้ำเท่ากับ 210 ลิตร ในขณะที่การกดชักโครก 1 ครั้งใช้น้ำ 5-6 ลิตร ดังนั้นหากนำน้ำจากเครื่องซักผ้ามาใช้ในการชักโครกจะสามารถใช้ได้ถึง 35 ครั้งซึ่งหากสมาชิกในบ้านจำนวน 5 คน จะสามารถใช้ชักโครกได้คนละ 7 ครั้งต่อวัน แล้วยังพบว่าเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมและยังเหลือน้ำไว้ใช้สอยสำหรับวันต่อไปที่ไม่ได้ซักผ้าหรือนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆได้อีก

ด้วยจุดประสงค์ในการอนุรักษ์น้ำ นายเผด็จ รัตนะจินดา นายศรัณย์ ชุ่มกลัด นักศึกษา นายประชุม คำพุฒและว่าที่ร้อยโทกิตติพงษ์ สุวีโร อาจารย์ที่ปรึกษาจาก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้คิดค้นระบบนำน้ำทิ้งจากเครื่องซักผ้ามาใช้ใหม่ในโถสุขภัณฑ์เพื่ออนุรักษ์น้ำขึ้น

เจ้าของผลงานเปิดเผยถึงขั้นตอนการทำงานของระบบว่า เริ่มจากนำน้ำที่เหลือจากเครื่องซักผ้ามาเก็บไว้ในถังเก็บและทำการบำบัดสารเคมี จากนั้นทำการกรองให้สะอาด ทำการฆ่าเชื้อ ดับกลิ่น ในขั้นตอนนี้มีทั้งระบบใช้น้ำบำบัดแล้วจากเครื่องซักผ้าร่วมกับระบบใช้น้ำสะอาดจากภายนอกในกรณีที่น้ำเก็บไว้ไม่เพียงพอ แล้วปล่อยลงสู่โถสุขภัณฑ์ ซึ่งในทุกขั้นตอนจะมีวาล์วน้ำสำหรับปิด-เปิด กำหนดปริมาณน้ำได้ตามต้องการ

ในส่วนของน้ำจากเครื่องซักผ้า เมื่อผ่านกระบวนการบำบัดด้วยการกรองและฆ่าเชื้อ น้ำจึงสะอาดพอที่จะไม่รู้สึกรังเกียจเมื่อนำมาหมุนเวียนใช้เป็นน้ำสำหรับกดชักโครก ทำให้ลดการใช้น้ำชักโครกและอาจเปรียบได้ว่าไม่มีการใช้น้ำหรับชักโครกเลยก็เป็นได้ จึงประหยัดน้ำได้ถึง ร้อยละ 50 จุดมุ่งหมายอีกประการหนึ่งคือ การมุ่งเน้นที่จะประดิษฐ์นวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างเครื่องซักผ้ากับสุขภัณฑ์ส้วมชักโครกให้ใช้งานได้เหมือนกับเครื่องซักผ้าและส้วมชักโครกทั่วไป สามารถติดตั้งสะดวก มีวิธีการทำงานไม่ยุ่งยากซับซ้อน เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ชุมชน หรือผู้อยู่อาศัยสามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเอง หรือสามารถจัดเป็นชุดอุปกรณ์สำเร็จรูปสำหรับจำหน่ายเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแพร่หลายทั้งในชุมชนและภาคอุตสาหกรรม

 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

กองประชาสัมพันธ์ราชมงคลธัญบุรี

 

“ตาเหยี่ยว”เครื่องบินเล็ก สำรวจและสอดแนมฝีมือนักศึกษา มทร.ธัญบุรี

ในสถานการณ์บางสถานการณ์ เช่นภัยพิบัติร้ายแรง มนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้ด้วยตนเองเพราะความไม่สะดวกหรือสภาพของพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ด้วยความจำเป็นนี้ มนุษย์จึงคิดค้นเครื่องมือให้สามารถปฏิบัติงานแทนได้ ที่พบบ่อยคือการใช้ เครื่องบินเล็ก หรือ อากาศยานไร้นักบิน ซึ่งโดยส่วนมากประเทศไทยจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ และบางครั้งขีดความสามารถก็ยังไม่ได้ตรงกับความต้องการใช้งานชนิดนั้นๆนัก ที่สำคัญคือราคานำเข้าค่อนข้างแพงถ้าหากอยากได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ นายพีรสิทธิ์ บุตตะกะ,นายอนุวัฒน์ อยู่สำราญ และนายคมกริช อุดมพุทธา นักศึกษาจากภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ร่วมกัน ประดิษฐ์ เครื่องบินเล็ก หรือ อากาศยานไร้นักบิน ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อภารกิจด้านการสำรวจพื้นดินและสอดแนม โดยตั้งชื่อว่า “ตาเหยี่ยว” ขึ้น More >

แผ่นฉนวนดูดซับเสียงจากเส้นใยปาล์มน้ำมัน (From Industrial Waste to Home Construction Material)

หลังจากกระบวนการบีบเอาน้ำมันจากการรีดน้ำมันปาล์มออกจนหมดแล้วจะเหลือ เส้นใยปาล์มน้ำมัน โดยคุณสมบัติของเส้นใยปาล์มน้ำมันคือ เหนียว ทน จึงนิยมนำไปทำโซฟา และเป็นที่ทราบดีว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อผลิตน้ำมันปาล์ม ที่เหลือคือเส้นใยที่มีเป็นจำนวนมาก

ด้วยแนวคิดที่ต้องการเพิ่มมูลค่า และใช้วัสดุที่เหลือจากกรรมวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม จึงทำให้นายกิตติชาติ โหมาศวิน อาจารย์นักวิจัยจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี หันมาวิจัยและใช้เส้นใยปาล์มน้ำมันมาอัดแผ่นเป็นฉนวนดูดซับเสียงขึ้นโดยอัดขึ้นรูปเส้นใยปาล์มน้ำมันให้เป็นแผ่นด้วยกรรมวิธีการอัดร้อน กำหนดช่วงความหนาแน่นระหว่าง 200-400 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ความหนา 12.5 และ 20 มม.อุณหภูมิในการอัด 150 °C แรงที่ใช้ในการอัดอยู่ระหว่าง 25-30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เวลาในการอัด 8 นาที ใช้กาว pMDI ร้อยละ 5 -7 ทดสอบการดูดซับเสียงในกล่องทดสอบ More >