“เหล้าดองยา” มีมาตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณ เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อๆ กันมา ระยะนี้มีข่าวการจับกุมกิจการเหล้าดองยา ทำให้เกิดคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ “เหล้าดองยา” คือสิ่งที่ผิดกฎหมายใช่ไหม และมีอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่ ยาดองเหล้าปลุกพลังทางเพศชายได้จริงไหม และจะทำอย่างไรจึงจะถูกกฎหมาย ในวันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ งานโอกาสธุรกิจ 2011 ที่ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี จะมีการสอนเรื่องนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการดองยาที่ถูกต้อง รวมทั้งการทำสูตรยาดองสมุนไพร จากอาจารย์อรทัย สารกุล ผู้สอนเรื่องนี้มากว่า 10 ปี ในหมวดวิชาเภสัชกรรม หลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ และวิทยาศาสตร์บัณฑิตวิชาสุขภาพความงามและสปาไทย วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

ที่มาของเหล้าดองยา

ด้วยความที่คนไทยขาดนิสัยการจดบันทึก จึงยังไม่พบหลักฐานถึงที่มาว่าใครคือผู้เริ่มต้นเรื่องนี้ แต่มีตำรับโบราณสืบต่อกันมา และมีการเล่าต่อกันมาผ่านลูกหลาน เนื่องจากในสมัยนั้นคนโบราณไม่มีเครื่องสกัด เครื่องปั่นเหมือนปัจจุบัน จึงปรุงยาด้วยวิธีเลือกเอาสมุนไพรที่สามารถละลายในเหล้าออกมาได้ ด้วยการแช่ในเหล้า จึงกลายเป็นที่มาของยาดองเหล้า

และในวันนี้เหล้ายาดองยังคงความนิยมอยู่คู่สังคมไทย แต่ในยุคนี้ยาดองเหล้าถูกชวนเชื่อว่าบำรุงสมรรถภาพทางเพศท่านชาย ด้วยการตั้งชื่อสูตรเหล้าให้น่าสนใจ เช่น ม้ากระทืบโรง โด่ไม่รู้ล้ม นารีสะอื้น เป็นต้น แต่ที่จริงแล้วประโยชน์ของเหล้าดองยาที่มีมาแต่โบราณนั้น คือการบำรุงร่างกายนั่นเอง

อาจารย์อรทัย สารกุล อาจารย์ผู้สอนในหมวดวิชาเภสัชกรรม หลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ และวิทยาศาสตร์บัณฑิตวิชาสุขภาพความงามและ สปาไทย วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า สรรพคุณของยาดองเหล้าแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ แบ่งตามเพศ บุรุษ หรือสตรี และกลุ่มของยาอายุวัฒนะ

แต่ที่มาถูกโปรโมทในเรื่องของการบำรุงทางเพศ ก็คือกลุ่มของการบำรุงในบุรุษ ยาดองส่วนใหญ่ของผู้ชาย คือประโยชน์ในกลุ่มของการบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และช่วยการบำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แต่จุดที่ทำให้กลายเป็นความเชื่อการบำรุงทางเพศก็เพราะเหล้าที่ทำให้เส้น เลือดขยายตัว ซึ่งตรงนั้นมันก็ขยายด้วยทำให้เกิดความเชื่อว่ากินยาดองมันช่วยเรื่องตรงนี้ ได้จริงๆ แต่ที่จริงแล้วเป็นผลจากแอลกอฮอล์มากกว่า

การทำยาดองเหล้านั้น จะทำแบบไหนจะขึ้นกับสรรพคุณของสมุนไพรว่าเราจะเน้นไปทางไหน อีกกลุ่มหนึ่งคือสตรี อันนี้เป็นประโยชน์เรื่องของการขับของเน่าเสียหลังคลอด เพื่อให้เลือดไหลหมุนเวียนสะดวกดีขึ้น เป็นการขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตร หรืออีกประโยชน์หนึ่งที่เชื่อว่าบำรุงน้ำนม แต่ในศาสตร์ปัจจุบันยาดองเหล้าจะออกอาการ อาจทำให้เป็นอันตรายต่อเด็กได้ อันนี้จะทานระหว่างมีครรภ์ไม่ได้ ใช้ทานหลังคลอดได้อย่างเดียว ส่วนแนวทางที่สอง เน้นเป็นยาบำรุงกำลัง และเป็นยาอายุวัฒนะ นี่คือประโยชน์ของยาดองเหล้า สรุปได้ว่า ประเภทของยาดองเหล้าที่มีสรรพคุณต่างๆ ของยาสมุนไพร แบ่งตามกลุ่ม บุรุษ สตรี และอายุวัฒนะ สรรพคุณสมุนไพร

เครื่องผสมที่นิยมนำมาใช้ดองยานั้น อาจารย์อรทัย ให้ความรู้ว่า “อันนี้ก็จะขึ้นอยู่กับสูตรแต่ละหมอแผนโบราณที่ใช้กัน ส่วนใหญ่จะเน้นเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ก็จะเป็นพวกโพคา ส่วนที่ขับลมจะใช้พริกไทย ถ้าบำรุงน้ำนม เขาก็ใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงน้ำนม ถ้าเป็นยาขับปัสสาวะก็จะมีกลุ่มสมุนไพรที่ช่วยแก้เรื่องขับปัสสาวะ ซึ่งตรงนี้ทางคณะเราก็มีการช่วยกันคิดและพัฒนาสูตรกันขึ้นมา”

หลายคนคิดว่าตัวโด่ไม่รู้ล้มคือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่ที่มาก็คือ ลักษณะของยาตัวนี้มาจากชื่อของสมุนไพร ชื่อโด่ไม่รู้ล้ม เพราะมีใบลักษณะแผ่เรียบ ดอกจะตั้งตรง เมื่อแห้งแล้วก็จะไม่ล้มจึงเป็นชื่อของพืชสมุนไพรนี้ แต่สรรพคุณทางยาก็คือ ช่วยในเรื่องการขับปัสสาวะ ทำให้ไหลสะดวกขึ้น กรรมวิธีดองเหล้า

ยาสมุนไพรบางชนิดละลายได้ดีในแอลกอฮอล์หรือในเหล้า และสรรพคุณของเหล้าเมื่อทานเข้าไปแล้วก็จะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ในร่างกายได้ เร็วขึ้น ซึ่งขั้นตอนการทำนั้นไม่ยาก อาจารย์อรทัยได้แนะนำดังนี้

“อุปกรณ์ที่ใช้ก็จะมีตัวยาสมุนไพรตามสูตรที่เราต้องการบำรุง หรือต้องการสรรพคุณในด้านใด เราก็จะเลือกสูตรตำรับนั้น และก็จะมีโหลยาดองที่มีฝาปิดมิดชิด ต้องเป็นโหลแก้วจะมีผ้าขาวบางหรือใช้กระดาษซองชาหรือเยื่อกระดาษห่อหุ้ม คนโบราณจะใช้เหล้า 28 ดีกรี แต่ตอนนี้ 40 ดีกรีก็ได้ แต่ก็จะใช้ระยะเวลาดองนานขึ้น

ส่วนขั้นตอนการดองก็ไม่ยาก เราเตรียมสมุนไพรที่เป็นไม้ ถ้าเป็นไม้สดก่อนเอามาดองเราก็ต้องทำให้แห้งก่อน คือล้างน้ำให้สะอาด เอาไปอบ แล้วก็ตากให้แห้ง สับให้ได้ตามขนาดของโหลที่ใส่ แล้วก็จะมีสูตรอยู่ว่าต้องใช้อะไรเท่าไหร่ น้ำหนักกี่กรัม ก็เทเหล้าให้ท่วมยา จะมีอัตราส่วนว่าต้องใช้เหล้าเท่าไหร่ แต่คนโบราณก็จะดูว่าเอาแค่น้ำท่วมยา ก็เหมือนเราหุงข้าว แต่เทคนิคของอันนี้ก็คือต้องหมั่นคน คือนอกจากจะปิดฝา เทเหล้าท่วมยาแล้ว ต้องหมั่นคน ระยะเวลาก็คือต้องทำทุกวัน ตั้งแต่ 7 วันขึ้นไปถึง 1 เดือน ถึงจะทานได้ คือต้องให้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่เราเติมไปแทบจะไม่มีเลยเหลือแต่กลิ่นยา

แต่ปัจจุบันที่เห็นกันจะเป็นเหล้าผ่านยาคือเทเหล้าลงไปตอนเช้าตอนเย็นก็ดื่มเลย คือโดยหลักที่ถูกต้องต้อง 7 วันขึ้นไปและก็ต้องหมั่นคน เพราะตัวยาบางอย่างอาจจะสกัดหรือละลายออกมาในวันที่ 1 หรือที่ 2 ระยะเวลาการละลายของยาที่แอลกอฮอล์เข้าไปสกัดไม่พร้อมกัน

ส่วนแหล่งซื้อวัตถุดิบจะมีอยู่สองแบบ คือติดต่อซื้อกับชุมชน เมื่อก่อนเราจะมีตลาดที่ถนนจักรวรรดิ ร้านเวชพงศ์ ร้านหมอยาจีน สำหรับเรื่องการทานยานั้น อาจารย์อรทัยบอกว่า ยาไทยจะทานประมาณ 1 เดือน แต่ก็ไม่ควรเกิน 3 เดือน อย่างเช่นยาหลังคลอดทานประมาณ 21 วัน ซึ่งไม่เหมือนยาปัจจุบัน ที่อาจจะใช้เวลานิดเดียว แต่ผลเสียของการกินยาทุกชนิดที่ติดต่อเป็นเวลานาน อาจจะไปทำลายเซลล์ได้

ความแตกต่างของกลุ่มผู้ทานเหล้าดองยาสมัยก่อนนั้น กลุ่มวัยชราทานยาดองน้อยเพราะส่วนใหญ่นิยมยาต้มมากกว่า กลุ่มที่กินคือวัยทำงาน ที่จะเน้นบุรุษและสตรีเท่านั้น ที่ต้องการกำลังในการทำงาน แต่สมัยนี้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม มีกลุ่มวัยรุ่นมากินเยอะขึ้น อาจารย์อรทัยให้ความเห็นว่า สมัยก่อนไม่มีวัยรุ่นกินยาดองเหล้ากัน เพราะเด็กวัยรุ่นถ้ามีการออกกำลังกล้ามเนื้อยืดหยุ่นดี เรื่องยาพวกนี้ไม่จำเป็นเลย

ที่มีการเปิดสอน

สำหรับ การเปิดสอนเรื่องเหล้าดองยาจะสอนในวันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น. นั้นจะสอนเรื่องยาบำรุงกำลัง กับยาเสือโคร่ง โดยให้ความรู้เรื่องประโยชน์และวิธีการของยาดองเหล้า สาธิตถึงวิธีการเตรียมอุปกรณ์ สมุนไพร โดยเตรียมสมุนไพรแต่ละส่วนตามสูตร ให้มาผสม และมัดใส่โหล เทเหล้าดองยาตามสัดส่วน การอบรมจะมีทั้งการให้ความรู้และลงมือปฏิบัติในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

“แต่ที่วิทยาลัยฯ จะมีสอน 2 แบบ คือเป็นแบบสมุนไพร นำมารวมกันมัดใส่โหลดองได้เลย อีกแบบเป็นซอง บดหยาบใส่ในถุงชา แบบถุงชาลิปตัน เพื่อสะดวกและให้สารละลายเร็ว โดยเอาซองยาใส่ นำไปลงในโหลและเทเหล้าให้ท่วม แอลกอฮอล์จะซึมได้เร็วขึ้น” อาจารย์อรทัย กล่าว

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นอกจากจะมีการสอนเรื่องยาดองเหล้าแล้ว ยังมีการทำวิจัยในเรื่องนี้อีกด้วย อาจารย์อรทัย เปิดเผยว่า ตอนนี้เรากำลังคิดจะทำการวิจัยว่า ถ้าเทเหล้าไปในแต่ละวันสาระสำคัญมันทำฤทธิ์ได้แค่ไหน ทำตลอด 1 เดือนเพื่อดูความแตกต่าง เพื่อค้นหาว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายของคนดื่ม เพื่อให้สังคมยอมรับว่ายาดองถ้ามีความรู้และดองถูกต้องมันจะเป็นประโยชน์ต่อ ร่างกาย และดองอย่างไรถึงจะเป็นยา ไม่ใช่เป็นเหล้า ต้องการให้สังคมได้รู้จักสิ่งที่ถูกต้องตามโบราณไม่ได้บิดเบือนว่าเป็น เรื่องใต้สะดือ แต่เป็นยาที่มีคุณประโยชน์ตามโบราณกล่าวไว้

สำหรับผู้ที่มาเรียนเรื่องนี้นั้น อาจารย์อรทัยบอกว่าทุกคนสามารถมาเรียนรู้ได้ แต่ก่อนที่จะทำขายก็ควรใช้กับตัวเอง หรือใช้ในครอบครัว เพื่อดูแลสุขภาพของตัวเองก่อน แต่ถ้าต้องการจำหน่ายต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ การจะขอก็ต้องผ่านการเรียนรู้และไปขอที่กระทรวงสาธารณสุข จึงสามารถจำหน่ายได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีการเปิดกว้างให้คนเข้าไปสอบเพื่อขายได้ถ้าทำถูกต้องจะดีที่สุด จะทำให้กิจการนี้มีมาตรฐานได้รับความเชื่อถือเพิ่มขึ้น และปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและผู้จำหน่ายด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจ เรียนด้านนี้เพื่อประกอบอาชีพ และต้องการมีใบประกอบโรคศิลปะ อาจารย์อรทัย อธิบายเพิ่มเติมว่า มี 2 แนวทาง คือเรียนในระบบ อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ จะมีการเรียน 2 ปี รับเด็กที่จบ ม.6 หรือสายวิทย์ คือการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต อันนี้ในระบบเราจะรู้อะไรอีกมากมายในเรื่องของเภสัชกรรมไทยหรือยาไทย ซึ่งยาดองก็เป็นเพียง 1 วิธีใน 28 วิธีของการปรุงยาเท่านั้นเอง จบแล้วก็จะไปสอบใบประกอบโรคศิลปะ ประกอบวิชาชีพได้ หรืออีกทางหนึ่ง เรียนที่สมาคมที่มีเปิดสอนเรื่องแพทย์แผนไทย ก็จะมีอยู่ทั่วทุกภาคเลย อันนี้ใครก็เรียนได้

สินค้าไม่ว่าจะเป็นเหล้าปั่น เหล้าดองยา เป็นสิ่งที่ถูกต่อต้าน ปราบปราม ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้น่าจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่นของ ประเทศไทยได้ เหมือนประเทศฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตไวน์ สาเกเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และเบียร์คือสัญลักษณ์ของประเทศเยอรมนี แต่สำหรับประเทศไทยแล้วยังเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งเป็นการทำลายสินค้าเอกลักษณ์ของชาติให้สาบสูญไปอย่างน่าเสียดาย

แนวทางที่ดีเราควรให้ความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคจะดีกว่าหรือไม่ ประเด็นที่เกิดปัญหาที่หลายคนวิตก คือกลุ่มเยาวชนที่หันมากินเหล้ามากขึ้น อันเป็นปัญหาที่ควรหาทางร่วมมือเพื่อป้องกัน แต่ก็ยังคงให้การส่งเสริมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทยได้

“เป็นสิ่งที่ถูกต่อต้าน ปราบปราม ทั้งๆ ที่สิ่ง สินค้าไม่ว่าจะเป็นเหล้าปั่น เหล้าดองยา ” เหล่านี้น่าจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทย ได้ เหมือนประเทศฝรั่งเศสที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตไวน์ สาเกเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และเบียร์คือสัญลักษณ์ของประเทศเยอรมนี แต่สำหรับ “ประเทศไทยแล้วยังเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งเป็นการทำลายสินค้าเอกลักษณ์ของชาติให้สาบสูญไปอย่างน่าเสียดาย “