สำหรับเด็กนักเรียน ในโรงเรียนต่างจังหวัดแล้ว ภาพของธงชาติ พระพุทธรูป และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ติดไว้เหนือกระดานดำบริเวณหน้าห้องเรียน คงเป็นภาพที่พวกเขาเห็นจนชินตา

ในฐานะที่เป็นคนต่างจังหวัด ฉันเองก็เห็นภาพนี้มาเป็นเวลา 12 ปี แต่เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย กระดานดำได้หายไป เพราะถูกแทนที่ด้วยไวต์บอร์ดและจอโทรทัศน์

เรื่องนี้ไม่ใช่ สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจเพราะเป็นเรื่องของการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไปตาม ระดับความรู้และความพร้อมของสื่อการสอนแต่เมื่อได้มาอยู่ท่ามกลางห้องเรียน ในโรงเรียนต่างจังหวัดอีกครั้ง บรรยากาศแบบเก่าๆ ที่คุ้นเคยก็กลับมาทักทายฉันพร้อมๆ กับทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาว่านานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้เห็นภาพที่แสดงถึงความ เป็น ‘ชาติศาสน์ กษัตริย์’ อย่างที่เห็นในห้องเรียนของรร.ชุมชุนบ้านต้าตลาด ในขณะนี้

ฉันไปเยือน รร.ชุมชนบ้านต้าตลาด ต.ต้า อ.ขุนตาล จ.เชียงราย หลังจากน้องๆนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี และอีก 2 วิทยาเขตคือ วิทยาเขตจันทบุรี และวิทยาเขตศาลายา จำนวน 70 คน ได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน 16 วัน เพื่อช่วยกันลงแรงบูรณะอาคารเรียน 1 หลังที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานทุนทรัพย์จำนวน5 แสนบาท ซึ่งถือเป็นอาคารเรียนพระราชทานและสร้างอาคารเรียนเพิ่มอีก 1 หลัง เพื่อใช้เป็นสถานที่พัฒนาการศึกษาของน้องๆ รร.ชุมชนบ้านต้าตลาด แห่งนี้

การเดินทางไปช่วยเหลือสังคมในครั้งนี้ของน้องๆ นักศึกษา เป็นการทำใน “โครงการค่ายราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ”เริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 10-30 ตุลาคม2553

สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิอายิ โนะโมะโต๊ะจำนวน 1 ล้านบาทและจากองค์การนักศึกษา มทร.ธัญบุรีอีกเป็นจำนวน 370,000 บาท ส่วนแรงกายและแรงใจนั้น ฉันคิดว่าประเมินค่าไม่ได้

ใช้เวลานั่งรอไม่กี่อึดใจ นายธีระพัฒน์ใจเรือน หรือน้องท็อป นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มทร.ธัญบุรี ประธานค่ายราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติก็เดินทางมาถึง

“รู้สึกภูมิใจครับ เพราะนักศึกษาที่มาทำงานค่ายฯ มีน้อยมาก ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ เพราะมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาประมาณ 2 หมื่นคน” น้องท็อปเล่าถึงความรู้สึกที่ได้มาทำงานค่ายฯ ครั้งนี้

“ผมประทับใจชาวบ้านและอาจารย์ทุกท่านที่ช่วยดูแลพวกเราอย่างดีมาก มีขนมมาเลี้ยงเกือบทุกวัน”

เมื่อถูกถามว่า เพราะมีขนมมาเลี้ยงทุกวันหรือเปล่า จึงทำให้น้องท็อปตัวอ้วนกลม

“อันนี้อ้วนมาจากมหา’ลัยครับ” น้องท็อปรีบตอบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง เรียกเสียงหัวเราะให้วงสนทนาได้ดีทีเดียว

“ผมทำงานค่ายฯ ทุกปีครับ ถ้าใครเคยไปออกค่ายฯ ก็ต้องไปทุกปี มันติดครับพี่”น้องท็อปกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะขอตัวเพื่อไปดำเนินงานที่ยังคั่งค้างให้เสร็จ

เมื่อคุยกับประธานค่ายฯ แล้ว ฉันก็อยากจะคุยกับเพื่อนร่วมค่ายฯ เพราะอยากรู้ว่าพวกเขามีความรู้สึกยังไงกับค่ายฯ นี้บ้าง

“ถ้าทำงานไม่เสร็จก็ต้องทำโอค่ะพี่” คำพูดของน้องชมพู่ หรือ น.ส.ศิริรัตน์ พึ่งพานักศึกษาชั้นปีที่ 2 จาก มทร.ธัญบุรี ทำให้ฉันกระหายรู้ว่าคำว่า ‘โอ’ ในที่นี้ หมายถึง ‘โอที’ หรือเปล่า

“ทำโอก็เหมือนทำโอทีค่ะ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เงิน” น้องชมพู่ตอบฉะฉาน พร้อมกล่าวต่อว่า

“บางทีก็ต้องทำถึงห้าทุ่ม-เที่ยงคืนเลยค่ะ แต่หนูก็ไม่เหนื่อย โดยส่วนตัวหนูซาบซึ้งใจมากที่พระองค์ท่านไว้ใจเรา ไว้ใจเด็กราชมงคล ให้เราได้มาสร้างอาคารเรียนพระราชทาน เพราะทุกคนที่มาก็อยู่แค่ปี 1-2 ซึ่งถือว่ายังเด็ก แต่เราสามารถสร้างอาคารเรียนได้ หนูถือว่ามันยิ่งใหญ่มากค่ะ และสิ่งที่เราทำส่งผลให้น้องๆ มีอาคารเรียน และช่วยให้ชาวบ้านสมหวังค่ะ” น้องชมพู่กล่าวปิดท้ายถึงแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เธอมาออกค่ายฯ เป็นปีที่ 2

ฉันรู้ว่าน้องชมพู่กล่าวความรู้สึกออกมาจากใจ เพราะการออกค่ายฯ เพื่อสร้างอาคารเรียนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือเรื่องเล่นๆและการใช้ชีวิตอยู่กับคนจำนวนมาก ที่สำคัญคือเพิ่งจะรู้จักด้วยแล้ว ยิ่งต้องอาศัยการปรับตัวอีกมากทีเดียว

“ถ้าจับเด็กมหา’ลัย มาออกค่ายสัก 6 เดือน ผมคิดว่าเด็กทั้งมหา’ลัย จะเรียนจบ4 ปีทุกคน เพราะคนทุกคนมีภูมิชีวิต นอกเหนือจากภูมิวิชาการที่เขาได้รับจากห้องเรียน

เพียงอย่างเดียว” ผศ.ณัฐ แก้วสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการค่ายราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ กล่าวถึงประโยชน์ที่นักศึกษาจะได้รับจากการออกค่ายฯ

อาจารย์ณัฐ เป็นอีกคนหนึ่งที่เกิดอาการ’ติดค่ายฯ’ เหมือนน้องท็อป น้องชมพู่ และชาวค่ายฯ ทุกคน โดยอาจารย์ณัฐเล่าถึงที่มาให้ฟังว่า

“ผมไป ค่ายฯ ครั้งแรกที่ จ.น่าน ครับความรู้สึกตอนนั้นคืออยากไปเที่ยวเฉยๆ แต่พอได้อยู่และสัมผัสกับความเป็นค่ายฯ ได้รู้จักเพื่อนร่วมค่ายฯ และสัมผัสถึงผลที่เราได้ทำเพื่อคนอื่นก็ทำให้เกิดความคิดว่า เราก็เป็นข้าราชการที่อยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ท่าน ถือเป็นการทำงานถวายพระองค์ท่าน ผมก็เลยปฏิญาณตนว่าจะไปค่ายฯ ทุกปี จนกว่าจะไปไม่ได้ครับ” อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวทิ้งท้าย

การทำงานของชาวค่ายฯ ทุกคน ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อสังคม แล้วก็เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติซึ่งคงจะไม่มากเกินไปนัก หากจะกล่าวว่าวันนี้ชาวค่ายฯ ทุกคนได้สร้างประโยชน์ส่วนรวมและตรงตามสโลแกนของค่ายฯ ที่ว่า ‘คนที่ทำงานเพื่อแผ่นดินเท่านั้น ที่จะเป็นเจ้าของแผ่นดินโดยแท้จริง’

รร.ชุมชนบ้านต้าตลาด ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2500 มีเนื้อที่ 21 ไร่ ในส่วนของอาคารมีทั้งหมด 4 หลัง แบ่งเป็น อาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง หอประชุม 1 หลัง โรงอาหาร 1 หลัง และอาคารประกอบ 2 หลังมีนักเรียนทั้งหมด 467 คน มีครูทั้งหมด 31 คน ปัจจุบัน นายเดชา ประชุม รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน เนื่องจาก นายจำนง ฟูเจริญ ผู้อำนวยการคนก่อน เพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม

รร.ชุม ชนบ้านต้าตลาดเป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดการสอน 3 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

ก่อนหน้านี้ค่ายราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติได้สร้างอาคารเรียนพระราชทานมาแล้ว 3 ครั้ง คือ อาคารราชมงคลเฉลิมพระเกียรติ 34 รร.บ้านอูมวาบ อ.สามเงาจ.ตาก, อาคารราชมงคลเฉลิมพระเกียรติ 35 รร.บรรณโศภิษฐ์ อ.สองแคว จ.น่าน และอาคารพระราชทาน อาคาราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ 36 ร.ร.ตชด.บ้านแกแดะ (พลเอกนวล-คุณหญิงบานชื่น จันทร์ตรี) อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

การสร้างอาคารพระราชทานนั้น มทร.ธัญบุรี จะได้รับหนังสือราชการจากสำนักราชเลขาธิการโดยการแจ้งความประสงค์ให้ไปสร้าง อาคารเรียนพระราชทาน โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์มาให้จำนวนหนึ่งเพื่อซื้อวัสดุในการก่อ สร้าง หลังจากได้รับหนังสือราชการจากสำนักราชเลขาธิการแล้วนักศึกษา มทร.ธัญบุรี จึงดำเนินการโดยการกระจายข่าวไปยังวิทยาเขตต่างๆ เพื่อให้นักศึกษา มทร.จากหลายวิทยาเขตได้มาทำงานร่วมกัน

สำหรับอาคารทั้ง 2 หลังที่ชาวค่ายฯ ได้มาสร้างในครั้งนี้ เป็นอาคารเฉลิมพระเกียรติลำดับที่ 37 และ 38 โดยอาคารเรียนพระราชทาน (ต่อเติมโครงสร้างเก่า) เป็นอาคารชั้นเดียว จำนวน 3 ห้องเรียน ทางโรงเรียนมีความประสงค์จะใช้เป็นห้องเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น ส่วนอาคารอีกหลังหนึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวจำนวน2 ห้อง จะใช้เป็นห้องสมุดและห้องคอมพิวเตอร์ โดยทำการส่งมอบอาคารเรียนเมื่อวันที่30 ตุลาคม ที่ผ่านมา

นายจำนง ฟูเจริญ อดีตผู้อำนวยการรร.ชุมชนบ้านต้าตลาด เล่าที่มาของการถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า เริ่มต้นจากการที่ตนและคนในชุมชนมีความเห็นว่าโรงเรียนมีเนื้อที่น้อย จึงได้จัดทำผ้าป่าการศึกษาเพื่อระดมทุนซื้อที่ดินด้านหลังโรงเรียนให้มี พื้นที่เพิ่มมากขึ้น โดยได้ทำผ้าป่าการศึกษา 2 ครั้ง จึงซื้อที่ดินบริเวณด้านหลังโรงเรียนได้เนื้อที่รวม 2 ไร่ 2 งาน และยังเหลือเงินอีกจำนวนหนึ่ง จึงนำมาก่อสร้างอาคาร แต่เนื่องจากเงินไม่พอ จึงทำให้สร้างได้แค่บริเวณฐานเท่านั้น

“หลังจากทิ้งฐานอาคาร ไว้ระยะหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจถวายฎีกาไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการเมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความประสงค์ในการสร้างอาคาร เรียนเพื่อพัฒนาด้านการศึกษาเราจึงได้รับพระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้ ครับ” นายจำนง ชี้แจง ก่อนจะกล่าวต่อว่า

“ผมรู้สึกปลาบปลื้มใจ มากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพราะใน 1 ปีจะมีแค่ 2 โรงเรียนจากทั่วประเทศเท่านั้นที่ได้รับอาคารพระราชทาน จึงถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทั้งสองพระองค์โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แก่ โรงเรียนนี้” อดีต ผอ.กล่าว ก่อนที่จะหันไปทางชายที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า

“คนในชุมชนก็มีส่วนร่วมในการพัฒนา โรงเรียนนะครับ เพราะนอกจากการระดมทุนเมื่อครั้งการทอดผ้าป่าแล้ว เมื่อมีการก่อสร้างอาคารชาวบ้านก็มาช่วยนักศึกษาสร้างอาคาร เมื่อวานนี้ก็มาช่วยประมาณ 40 คน”

นายสมพร ใจเขื่อน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด กล่าวเสริมว่า

“คนในชุมชนให้ความร่วมมือในการก่อสร้างอาคารเรียนทั้ง 2 หลังนี้ครับ เรียกว่ามาด้วยน้ำใจ เป็นการถวายงานเพื่อในหลวงถึงแม้ไม่มีเงิน แต่ก็ช่วยด้วยแรงกาย แรงใจเพราะเรามีความรู้สึกภูมิใจ และถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านได้พระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์ ในการก่อสร้างอาคารเรียน เพื่อเป็นการพัฒนาการศึกษาให้แก่ลูกหลานในชุมชนเรา” ประธานคณะกรรมการสถานศึกษากล่าว พร้อมกับจบประโยคด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากทรงเข้าพระราชหฤทัยดีว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชีวิต ของราษฎร และยังส่งผลถึงการพัฒนาของประเทศ

ดังนั้นทั้งสองพระองค์จึงทรงพระราชทานความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยในหลายด้าน การที่นักศึกษา มทร.ได้ มาสร้างอาคารพระราชทานในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อนักเรียน รร.ชุมชนบ้านต้าตลาด และช่วยทำให้ราษฎรซึ่งเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองได้อุ่นไว้ใจว่าลูกๆ ของพวกตนจะได้รับการศึกษาที่ไม่ด้อยกว่าเด็กที่อยู่ในเมืองใหญ่เลยแม้แต่ น้อย

นอกจากนี้ยังช่วยทำให้สังคมไทยได้ประจักษ์ว่า การถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือยังเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ราษฎร ได้รับความช่วยเหลือจริง เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ‘พ่อและแม่ก็ยังมองเห็นเราเสมอ’

“ผมไปค่ายฯ ครั้งแรกที่จ.น่าน ครับ ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากไปเที่ยวเฉยๆ แต่พอได้อยู่และสัมผัสกับความเป็นค่ายฯ ได้รู้จักเพื่อนร่วมค่ายฯ และสัมผัสถึงผลที่เราได้ทำเพื่อคนอื่นก็ทำให้เกิดความคิดว่า เราก็เป็นข้าราชการที่อยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ท่านถือเป็นการทำ งานถวายพระองค์ท่าน ผมก็เลยปฏิญาณตนว่าจะไปค่ายฯ ทุกปี จนกว่าจะไปไม่ได้ครับ”

มั่นจิตร ดีลาส

9 ราชมงคล ร่วมใจเป็นหนึ่ง ออกค่ายราชมงคลอาสาพัฒนาชนบท

ร่วมใจเป็นหนึ่ง ออกค่ายราชมงคลอาสาพัฒนาชนบท

ชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ จัดกิจกรรมออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียน “ราชมงคลเฉลิมพระเกียรติ” ให้กับโรงเรียนต่างๆ ในถิ่นทุรกันดารมาเป็นประจำทุกปี และในปีการศึกษา 2553 ได้จัดโครงการที่จะก่อสร้างอาคารราชมงคลเฉลิม พระเกียรติหลังที่ 37 และ 38 ให้กับโรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาดตำบลต้า อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 10-30 ตุลาคม 2553 ซึ่งกิจกรรมการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทก่อสร้างอาคารเรียนครั้งนี้ ชมรมฯ มีความมุ่งมั่นที่จะก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ “ราชมงคลเฉลิม พระเกียรติ” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวาระต่างๆ ของพระองค์ท่าน และนอกจากนี้ยังเป็นการฝึกฝนเสริมสร้างทักษะให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลได้ เรียนรู้การทำงานร่วมกันการเสียสละเพื่อสังคม มีความสามัคคีในหมู่คณะ ร่วมกันสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่างๆ ให้กับสังคม เมื่อจบ การศึกษาจะได้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพที่ดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป

สำหรับอาคารที่สร้างนั้นมี 2 อาคารได้แก่ อาคาเรียนพระราชทาน (ต่อเติมโครง สร้างเก่า) เป็นอาคารชั้นเดียวจำนวน 3 ห้อง เรียน ขนาดห้องละ 12×8 เมตร ขนาดตัวอาคารเรียนทั้งหลัง 40×13 เมตร และ อาคารศูนย์การเรียนรู้ (ก่อสร้างใหม่ทั้งหลัง) เป็นอาคารชั้นเดียว พื้นที่อาคารขนาด 12×30 เมตร จำนวนห้อง 2 ห้อง โดยงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนนั้นได้ทางชมรมฯ ได้รับการสนับสนุนจาก 3 แหล่งด้วยกันคือ 1.เงินพระราชทาน จำนวน 500,000 บาท 2.องค์การนักศึกษามทร. ธัญบุรี จำนวน 370,000 บาท และ 3.มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ 1,000,000 บาท

อาจารย์ณัฐ แก้วสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมฯ เปิดเผยว่า ค่ายอาสาพัฒนาชนบทของชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิม พระเกียรติในครั้งนี้ ได้มาก่อสร้างอาคารราชมงคลเฉลิม พระเกียรติหลังที่ 37 และ 38 ให้กับโรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ตำบลต้า อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ซึ่งในการมาค่ายครั้งนี้มีนักศึกษามาร่วมออกค่ายจำนวน 80 คน และ มีอาจารย์ 3 ท่านด้วยกันมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนที่มีความมั่นคงแข็งแรงถาวรเพื่อในกิจกรรมการเรียน การสอน เพื่อสร้างโอกาสที่ดีให้กับผู้เข้าร่วมโครงการปลูกจิตสำนึกในการพัฒนาสังคม และบำเพ็ญประโยชน์ และเพื่อฝึกฝนและเสริมสร้างทักษะการใช้ความรู้ความสามารถของนักศึกษา

“ในการออกค่ายครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายด้วยกัน โดยเฉพาะชาวบ้านที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แล้วนอกจากนี้ยังมาช่วยเหลือชาวค่ายในเรื่องต่างๆ เช่น ทำอาหารมาให้กิน ช่วยงาน ก่อสร้าง และอื่นๆ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกประทับใจชาวบ้านที่มีความมุ่งมั่นในความต้องการห้องเรียน ให้กับนักเรียนในชุมชนของตน”

ทางด้าน “น้องยีนส์” รัฐพล พรหมกูล คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา มทร.ธัญบุรี ประธานชมรมราชมงคล อาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ในการออกค่ายครั้งนี้เราได้มีจดหมายเชิญนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชมงคลทั้ง 9 แห่ง เพื่อมาร่วมในการออกค่ายด้วยกัน ซึ่งก็มีมหาวิทยาราชมงคลมาร่วม 3 มหาวิทยาลัย คือ มทร.ธัญบุรี มีนักศึกษามาร่วม 40 คน มทร.ตะวันออกวิทยาเขตจันทบุรี มีนักศึกษาเข้าร่วม 8 คน และ มทร.รัตนโกสินทร์ วิทยาเขตศาลายา มีนักศึกษาร่วม 18 คน

ส่วนหน้าที่ที่รับผิดชอบภายในค่ายนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายทั่วไป, ฝ่ายโครงสร้าง, ฝ่ายสวัสดิการ และฝ่ายครัว ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันกล่าวคือ ฝ่ายทั่วไปจะคอยเป็นฝ่ายสนับสนุน, ฝ่ายโครง สร้างทำหน้าที่ก่อสร้างอาคาร, ฝ่ายสวัสดิการทำหน้าที่ทำความสะอาด บริการเรื่องน้ำและอาหารว่าง และฝ่ายครัว ทำหน้าที่วัตถุดิบมาปรุงเป็นอาหาร เป็นต้น โดยนักศึกษาทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ทั้งนี้แต่ละกลุ่มจะต้องหมุน เวียนหน้าที่กัน

“สำหรับ ตัวผมในการออกค่ายครั้งนี้ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ นอกจากนี้ยังได้สอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีม ได้เพื่อน ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และที่สำคัญในการออกค่ายครั้งนี้ซึ่งเป็นค่ายพระราชทานฯ ทำให้ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้รับใช้ในหลวง”

ด้าน “น้องท็อป” ธระพัฒน์ ใจเรือน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา เอกสำรวจ มทร.ธัญบุรี ประธานค่าย อาสาพัฒนาชนบทในครั้งนี้ได้เปิดเผยว่า หน้าที่ของผมจะคอยดูเรื่องของโครงสร้างอาคารเป็นหลัก ทั้งนี้ ในการมาค่ายนั้นจะทำให้ผมได้รับประสบการณ์ต่างๆ มากมาย แล้วนอกจากนี้ยังได้เพื่อน ได้มีสังคมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งในเรื่องของความประทับใจนั้นผมประทับใจชาวบ้านและอาจารย์ของโรงเรียนนี้ ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือทุกวัน เราขาดเหลืออะไรชาวบ้านก็จะหามาให้ในทันทีทำให้เรารู้สึกประทับใจมาก และในส่วนตัวของผมในการออกค่ายครั้งนี้ผมรู้สึกภูมิใจมากเพราะเป็นค่ายพระ ราชทานฯ ซึ่งเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ทำอะไรให้กับในหลวงของเรา

“น้อง เจมส์” โสภณ อาจหาญ และ “น้องลิลลี่” สุจิตตรา พิชญ์พิเชฐ นักศึกษา ชั้นปีที่ 1 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหกรรมงานอาหาร มทร.ธัญบุรี ได้กล่าวถึงความรู้สึกในการออกค่ายครั้งนี้ ว่า ค่ายนี้ถือเป็นการออกค่ายครั้งแรกของเรารู้สึกตื่นเต้นมาก ซึ่งอุปสรรคในการออกค่ายครั้งนี้จะเป็นเรื่องของภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำ ให้งานก่อสร้างต้องหยุดชะงักไปบ้าง ทั้งนี้ การออกค่ายทำให้เราได้ฝึกตนเอง ฝึกความอดทน รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว นอกจากนี้ยังได้เพื่อนอีกด้วย และหากมีการออกค่ายอีกเราก็จะไปร่วมด้วยเหมือนเช่นเคย

ถัดมา “น้องชมพู่” ศิริรัตน์ พึ่งพา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ สาขาการโรงแรม กล่าวว่า หนูออกค่ายมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้วค่ะ ซึ่งทั้งสองครั้งแตกต่างกันมาก โดยครั้งแรกรู้สึกจะลำบากมากกว่าครั้งที่สอง แต่ก็จะได้ ประสบการณ์แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ ในการออกค่ายครั้งนี้หนูรู้สึกประทับใจชาวบ้านในชุมชนที่คอยช่วยเหลือพวกเรา เป็นอย่างดี และในอนาคตถ้ามีเวลาหนูก็จะออกค่ายทุกครั้งค่ะ

ตบท้ายด้วย “น้องโบว์” นิภารัตน์ จันเรไร นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการมทร.ธัญบุรี เปิดเผย ความรู้สึกในใจว่า ค่ายนี้เป็นการออกค่ายครั้งแรกของหนูค่ะ เพราะตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ 3 ปี หนูอยากจะมาออกค่ายแต่ทางพ่อแม่ไม่อนุญาตเลยสักครั้งเพราะท่านเป็นห่วง พอปีนี้เป็นปีสุดท้ายท่านเลยอนุญาตให้มาออกค่ายได้ แต่ท่านก็คอยโทรศัพท์มาสอบถามทุกวันเลยค่ะ ทั้งนี้

ในการออกค่ายครั้งนี้ หนูรู้สึกประทับใจหลายๆ เรื่องค่ะ โดยเฉพาะชาวบ้านที่ให้ความอบอุ่นเปรียบเสมือนพวกเราเป็นลูกหลานของท่าน และนอกจากนี้ในการออกค่ายยังช่วยสอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับหนู เช่น ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม ความอดทน และที่สำคัญได้ทำให้รู้จักเพื่อนทั้งในสถาบันเดียวกันและต่างสถาบันค่ะ

รายงานพิเศษ: นิสิตนักศึกษากับค่ายอาสา กิจกรรมทางสังคมที่ต้องส่งเสริม

พนิต ใจคนึง

แทบไม่น่าเชื่อเวลาแค่ 21 วัน (10-30 ตุลาคม) ชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาฯ นักศึกษากลุ่มเล็กๆของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่อาสามาสร้างอาคารราชมงคลอาสา เฉลิมพระเกียรติพระราชทาน 37 (ต่อเติมโครงสร้างหลังเก่า) และอาคารฯ 38 (ก่อสร้างใหม่ทั้งหลัง) จนแล้วเสร็จได้อย่างสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ

ทำให้พูดได้เต็มปากว่ากิจกรรมอย่างหนึ่งของสถาบันในระดับอุดมศึกษาควรที่จะ ต้องอนุรักษ์และส่งเสริมให้กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาของเยาวชนปัญญาชนในสถาบัน การศึกษาได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตนเองอย่างเป็นระบบ

ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารของสถาบัน มทร. ธัญบุรี และอาจารย์ที่เคยสัมผัสชีวิตชาวค่ายมาอย่างโชกโชน ทำให้พวกเขาสนับสนุนงานค่ายอาสาอย่างจริงจัง มีอาจารย์ที่ปรึกษาที่คอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดมีกฎระเบียบของค่ายอย่าง รัดกุมเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบและป้องกันภัยอันตรายแก่ชาวค่าย

ชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2533 โดยใช้ชื่อ “ชมรมราชมงคลอาสาพัฒนา” รวมตัวกันโดยนักศึกษาที่ต้องการช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะการสร้างโรงเรียนใน ถิ่นทุรกันดารด้วยการออกค่ายเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารอเนกประสงค์ ทุกๆ ปี

ในปี’42 ชมรมอาสาพัฒนาเล็กๆ ของ มทร. ธัญบุรี ได้รับเกียรติอย่างสูงและสร้างความปลื้มปีติให้อาจารย์และนักศึกษาทั่วหน้า เมื่อสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ได้ขอการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ให้ไปเป็นผู้ก่อสร้างหรือต่อเติมโรงเรียนในชุมชนทุรกันดารที่ได้รับพระราช ทานเงินก่อสร้างจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ซึ่งในปีนั้นเองทางชมรมจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ชมรมราชมงคลอาสาเฉลิมพระเกียรติ” ก่อสร้างอาคารเรียนภายใต้ชื่อ “ราชมงคลเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา

และในปี 2550 เป็นต้นมา ทางชมรมได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผู้ประกอบการ บริษัทห้างร้านและผู้มีอุปการคุณสนับสนุนทั้งงบประมาณและความร่วมมือในการก่อสร้าง ค่ายอาคารเรียนมาด้วยดี

ในปีนี้ได้มีการสร้างที่โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ตำบลบ้านต้าอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นอาคารต่อเติม 1 หลัง สร้างใหม่อีก 1 หลัง และมีเวลาเร่งด่วนแค่ภายในระยะเวลาเพียง 21 วัน เท่านั้น

อาคารเรียนพระราชทาน 2 หลัง รวมงบประมาณก่อสร้าง 2,500,000 บาท โดยได้รับเงินพระราชทาน 500,000 บาท องค์การนักศึกษามทร.ธัญบุรี 370,000 บาท และมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ 1,000,000 บาท

โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ตั้งอยู่เลขที่ 9 หมู่ 12 ตำบลบ้านต้าอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ก่อตั้งมาประมาณ 53 ปี โดยโอนนักเรียนมาจากบ้านต้าหลวงจำนวน 157 คน ปัจจุบันสังกัดสำนักงานเขตการประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 มีนักเรียน 467 คน เป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ถึงระดับมัธยมต้น เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา

การก่อสร้างอาคารราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติมีที่มาจากการที่ทางผู้อำนวยการโรงเรียนสมัยนั้นคือ นายจำนง ฟูเจริญได้ขอพระราชทานงบประมาณไป ซึ่งก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเงินสร้างอาคาร 500,000 บาท นอกจากนี้ก็มีงบช่วยเหลือจากท้องถิ่นมทร.ธัญบุรี และมูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ

อาคาร ต่อเติมจากเดิมจะใช้สอนเป็นห้องเรียนแบ่งเป็น 3 ห้องส่วนอาคารสร้างใหม่จะเป็นห้องคอมพิวเตอร์และห้องสมุด ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จากธนาคารธนชาตจำนวน 50 เครื่อง

โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด กว้างขวางจัดภูมิทัศน์ได้สวยงามบริเวณโรงเรียนสะอาดสะอ้าน ห้องน้ำนักเรียนสะอาดสะอ้านอย่างไม่เคยพบมาก่อน แม่บ้านที่มาช่วยงานกระซิบว่าที่จริงแล้วตอนโรงเรียนเปิดเทอมสะอาดกว่านี้ อีกเพราะเด็กนักเรียนเข้าตลอดต้องดูแลทำความสะอาดกว่านี้มาก

อาคารเรียนพระราชทานอยู่ด้านหลังของอาคารเรียนเดิม พอเดินเข้าไปจะเป็นพื้นราบ ฉากหลังเป็นภูเขา พอไปถึงไซต์งานก็มีครูผู้ประสานงานของโรงเรียนทักทายต้อนรับ ซึ่งก็พบว่ามีชาวบ้านคอยต้อนรับส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเกือบ 30 คน นั่งอยู่บนเวทีช่วยกันทำบายศรี เตรียมทำพิธีอำลาในคืนที่ 31 ตุลาคม 2553

นักศึกษาทำงานกันแบบไม่หยุดเพราะต้องเก็บงานให้เสร็จให้ทันภายใน 30 ตุลาคม และที่ทำให้น่าชื่นใจและอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ คือ มีกระดานพิงอยู่หน้าเวทีและมีรายชื่อพี่ ป้า น้า อา พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย ที่เอาของมาฝากให้นักศึกษา ทั้งผัก ปลา ของกินพื้นเมืองสารพัดอย่าง ทั้งเล็กๆ น้อยๆ และจำนวนมากตามกำลังศรัทธาที่ชาวบ้านร่วมใจกันนำมาให้นักศึกษาดังนั้นชาว ค่ายจึงมีของกินกันอิ่มหมีพีมัน ไม่มีใครอดอยากและกันดารอย่างที่คิด

คณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกับ อีก3 วิทยาเขต ที่มาร่วมกันในครั้งนี้มีทั้งหมดประมาณ 70 คน จากคำบอกเล่าของอาจารย์ ผศ.ณัฐ แก้วสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาค่ายค่ายนี้รวมเอาเด็กช่างมาไว้ด้วยกันแต่ไม่มีเหตุทำให้ เกิดการทะเลาะวิวาทหรือชกต่อยกันแม้แต่น้อยนักศึกษาจะจัดกลุ่มเป็นชาย 10 หญิง 4 แบ่งหน้าที่หมุนเวียนกันหมด ฝ่ายโครงสร้างก็ดูแลก่อสร้างทั้งหมด ฝ่ายสวัสดิการและครัว ทุกคนได้ทำงานทุกหน้าที่ถ้วนหน้า ค่ายนี้เป็นค่ายปลอดแอลกอฮอล์ แต่ก็จะจัด meeting ให้ได้สนุกสนานกันอาทิตย์ละครั้ง ในการแบ่งที่พัก ก็แยกหญิง-ชายชัดเจน

กิจกรรม แต่ละวันของชาวค่ายต้องตื่น 6 โมงเช้าทุกวันร้องเพลงค่าย ออกกำลังกาย กินข้าวเช้า แจกจ่ายงานทำทั้งวัน 4 ทุ่มต้องนอน ไม่สามารถออกจากค่ายไปโดยพลการได้ต้องขออนุญาตอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน จึงทำให้ค่ายนี้มีคนสามารถทำงานได้เต็มร้อยทุกคน

สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดที่นักศึกษาและอาจารย์พูดเป็นเสียงเดียวกันคือ คณะครูและชาวบ้านที่คอยเป็นห่วงเป็นใยมาดูแลเอาใจใส่และให้ความร่วมมือช่วย เหลือ อย่างเช่นทั้งเรื่องเสบียงอาหารการกินแม้แต่เรื่องจ่ายตลาดชาวบ้านก็เอาใจ ใส่ เมื่อเห็นนักศึกษาลำบากต้องถีบรถจักรยานเก่าๆไปตลาดที่ไกลไปประมาณ 2 กิโลเมตร จึงได้ส่งรถจักรยานยนต์พ่วงมาให้นักศึกษาไว้ใช้ไปจ่ายตลาด ซึ่งทำให้การจ่ายตลาดไม่เป็นภาระหนักอีกต่อไป

เรื่องการก่อสร้างมีชาวบ้านที่มีอาชีพทางด้านนี้โดยตรงมาร่วมช่วยสร้าง มีอยู่วันหนึ่งงานต้องเสร็จให้ทันเวลาก็มีชาวบ้านที่เป็นช่างปูน มาช่วยงาน อย่างพร้อมเพรียงกันถึง 40 คน แม้แต่เรื่องจ่ายตลาดชาวบ้านก็เอาใจใส่

ต้องขอชื่นชมอธิการบดีและคณาจารย์ มทร.ธัญบุรี ที่เฝ้ามุ่งมั่นสร้างสรรค์ค่ายเล็กๆ ของนักศึกษา จนมีผลงานเป็นที่ไว้วางใจให้ทำภารกิจยิ่งใหญ่คือสร้างโรงเรียนพระราชทานและ ภาคภูมิใจที่ได้รู้จักกับผู้บริหารงานครูที่ทั้งดีและเก่ง

หากประเทศไทยมีครูบาอาจารย์ที่ดี เห็นความสำคัญต่อกิจกรรมนักศึกษาตั้งใจบ่มเพาะและเอาใจใส่ลูกศิษย์ลูกหาให้ เติบใหญ่ทางด้านสติปัญญาและการปฏิบัติ และหากบ้านเรามีนักการศึกษาที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนาการศึกษาไทยในทุกๆด้าน และเป็นผู้ให้อย่างแท้จริงและเต็มความสามารถ การศึกษาไทยคงไปได้ฉิว ไม่ต้องมาล้มลุกคลุกคลานอยู่เยี่ยงทุกวันนี้