หลายคนอาจไม่ทราบว่ากว่าจะได้ขนมจีน มารับประทานกับน้ำยาแสนอร่อย และยังเป็นที่นิยมของคนไทยทั่วทุกภูมิภาคนั้นต้องผ่านกระบวนการทำหลายขั้นตอน แม้ปัจจุบันจะมีการใช้เครื่องจักรเข้าช่วยแต่ก็ยังมีกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการหมักแป้ง 2-3 วันอยู่ดี ซึ่งถ้าหากจะให้สะดวกและทันการการบริโภคยังนับว่าใช้เวลามาก อีกทั้ง ระหว่างการผลิต ยังมีน้ำทิ้งที่มีความเป็นกรดออกมามากทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ อีกทั้งคุณภาพของขนมจีนที่ได้อาจจะเปลี่ยนไปตามปัจจัยที่ส่งผลในแต่ละครั้งในการทำ ไม่สามารถควบคุมได้

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ ดร.อรวัลภ์ อุปถัมภานนท์ นักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ไปคว้ารางวัล เหรียญเงิน จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรี ในงาน Korea International Women’s Invention Exposition 2010(KIVIE2010) ณ แปซิฟิคฮอลล์ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ จากงานวิจัย การผลิตขนมจีนแป้งหมักโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด ซึ่งการวิจัยชิ้นนี้สามารถแก้ปันหาที่กล่าวมาข้างต้นอย่างได้จนเป็นผลสำเร็จ

ดร.อรวัลภ์ เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้ สามารถแก้ปัญหาได้ถึงสามส่วนคือ สามารถลดระยะเวลาในการผลิต ลดปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิต และสามารถความคุมระบบการผลิต ควบคุณคุณภาพของขนมจีนได้

กล่าวคือ ขั้นตอนการทำขนมจีนโดยทั่วไป เริ่มจาก เตรียมข้าวเหนียว(หัก)มาล้างทำความสะอาด แช่น้ำ 6 ชม. แล้วนำไปโม่เปียก พอได้แป้งน้ำ นำไปหมักที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นนำไปทับน้ำ เหลือก้อนแป้งที่มีความชื้น ประมาณร้อยละ50-55 แล้วนำก้อนแป้งที่ได้ไปนึ่งเป็นเวลา 30 นาที นำไปนวดให้ได้ที่แล้วนำไปโรยเส้น เป็นขนมจีน ซึ่งการลดระยะเวลาการผลิต จากปกติการหมักแป้งต้องใช้เวลา2-3 วัน ให้เหลือแค่ 1 วัน ซึ่งในกระบวนการนี้ จะมีการ คัดกล้าเชื้อเพื่อช่วยในการย่อยแป้ง เป็นกล้าเชื้อในกลุ่ม Lactobacillus plantarum กล้าเชื้อที่เติมลงไปมีคุณสมบัติช่วยให้ย่อยแป้งเร็วขึ้น ซึ่งจัดเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ช่วยในการพัฒนาการผลิต เช่นเดียวกับการผลิตโยเกิรต์

ส่วนการควบคุมคุณภาพ เนื่องจาก ในการหมักแป้งเกิดจากการหมักที่เติมกล้าเชื้อที่ได้คัดเลือกแล้วเพียงชนิดเดียว ทำให้ผู้ผลิตสามารถควบคุณคุณภาพได้ ไม่เหมือนกับการหมักแป้งโดยทั่วไปที่ทิ้งให้แป้งย่อยเองซึ่งเสี่ยงกับการปนเปื้อนกับเชื้อชนิดอื่น และอาจส่งผลกับคุณภาพไปด้วย และน้ำเสียระหว่างการผลิตก็ลดปริมาณการกรดลดลง ทำให้ลดปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิตลงได้

นับว่าเป็นการค้นพบที่ แสนคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์กับมนุษย์โดยตรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาระดับโลกอีกด้วย หากผู้ใดสนใจงานวิจัย อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 081-6973836

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

กองประชาสัมพันธ์ราชมงคลธัญบุรี
ดร.อรวัลภ์ อุปถัมภานนท์
เติมเชื้อกล้าที่คัดมาแล้ว
03
04
05
06
07

มทร.คิดค้นสูตรหมักแป้งขนมจีนแบบใหม่

หลายคนอาจไม่ทราบว่ากว่าจะได้ขนมจีนมารับ ประทานกับน้ำยา ซึ่งเป็นที่นิยมของคนไทยทั่วทุกภูมิภาคนั้นต้องผ่านกระบวน การทำหลายขั้นตอน แม้ปัจจุบันจะมีการใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยก็ยังต้องใช้ เวลาในการหมักแป้ง 2-3 วันอยู่ดี ซึ่งหากจะให้สะดวกและทันต่อการบริโภคก็ยังนับว่าใช้เวลานานมาก อีกทั้ง ระหว่างการผลิตก็ยังมีน้ำทิ้งที่มีความเป็นกรดออกมามาก ทำให้เกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ อีกทั้งคุณภาพของขนมจีนที่ได้อาจจะ เปลี่ยนไปตามปัจจัยที่ส่งผลในแต่ละครั้งในการทำไม่สามารถควบคุมได้

จากปัญหาดังกล่าวทำให้ ดร.อรวัลภ์ อุปถัมภานนท์ นักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิท ยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลธัญบุรี ไปคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนัก วิจัยสตรีในงาน Ko- rea International Women Invention Exposition 2010 (KIVIE 2010) ณ แปซิฟิก ฮอลล์ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ จากงานวิจัยการผลิตขนมจีนแป้งหมักโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด ซึ่งการวิจัยชิ้นนี้สามารถแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นเป็นผลสำเร็จ

ดร.อรวัลภ์เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้สามารถแก้ปัญหาได้ถึง 3 ส่วนคือ สามารถลดระยะเวลาในการผลิต ลดปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิต และสามารถควบคุมระบบการผลิต ควบคุมคุณภาพของขนมจีนได้กล่าว คือขั้นตอนการทำขนมจีนโดยทั่วไป เริ่มจากเตรียมข้าวเหนียว (หัก) มาล้างทำความสะอาด แช่น้ำ 6 ชั่วโมงแล้วนำไปโม่ เปียก พอได้แป้งน้ำนำไปหมักที่อุณห ภูมิห้อง จากนั้นนำไปทับน้ำเหลือก้อนแป้งที่มีความชื้นประมาณร้อยละ 50-55 แล้วนำก้อนแป้งที่ได้ไปนึ่งเป็นเวลา 30 นาที นำไปนวดให้ได้ที่แล้วนำไปโรยเส้นเป็นขนมจีน ซึ่งการลดเวลาการผลิตจากปกติ การหมักแป้งต้องใช้เวลา 2-3 วัน ให้เหลือแค่ 1 วัน ซึ่งในกระบวนการนี้จะมีการคัดกล้าเชื้อเพื่อช่วยในการย่อยแป้ง เป็นกล้าเชื้อในกลุ่ม Lactobacillus plantarum กล้าเชื้อที่เติมลงไปมีคุณสมบัติช่วยย่อยแป้งให้เร็วขึ้น ซึ่ง จัดเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ช่วยในการผลิตเช่นเดียวกับการผลิตโยเกิร์ต

ส่วนการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากในการหมักแป้งเกิดจากการหมักที่เติมกล้าเชื้อที่ได้คัดเลือกแล้ว เพียงชนิดเดียว ทำให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมคุณภาพได้ ไม่เหมือนกับการหมักแป้งโดยทั่วไปที่ทิ้งให้แป้งย่อยเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการปนเปื้อนกับเชื้อชนิดอื่น และอาจส่งผลให้กับคุณภาพไป ด้วย และน้ำเสียระหว่างการผลิตก็ลดปริมาณกรดลง ทำให้ลดปริมาณน้ำเสีย จากกระบวนการผลิตได้

นับว่าเป็นการค้นพบที่แสนคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์กับมนุษย์โดยตรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาระดับโลกอีกด้วย หากผู้ใดสนใจงานวิจัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.08-1697-3836.
B-100706008041_Page_1
B-100706008041_Page_2

คอลัมน์ เคาะประตูแคมปัส: หมักแป้งขนมจีนวันเดียวสูตรเด็ดจากนักวิจัยธัญบุรี

เคาะประตูแคมปัสวันนี้เป็น ‘สูตรหมักแป้งขนมจีนวันเดียว’ ของ ดร.อรวัลภ์อุปถัมภานนท์นักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

สูตรนี้การันตีได้จากรางวัลเหรียญเงินจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรี ในงาน Korea International Women’s Invention Exposition 2010 (KIVIE 2010) ณ แปซิฟิกฮอลล์ กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้

จากกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการหมักแป้ง 2-3 วัน และระหว่างการผลิตยังมีน้ำทิ้งที่เป็นกรดออกมามากทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.อรวัลภ์ เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้สามารถแก้ปัญหาได้ถึงสามส่วน คือสามารถลดระยะเวลาในการผลิตลดปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิต และสามารถควบคุมระบบการผลิต ควบคุมคุณภาพของขนมจีนได้

จาก ปกติการหมักแป้งต้องใช้เวลา 2-3 วัน ให้เหลือแค่ 1 วันซึ่งในกระบวนการนี้ จะคัดกล้าเชื้อเพื่อช่วยในการย่อยแป้ง เป็นกล้าเชื้อในกลุ่ม Lactobacillus plantarum กล้าเชื้อที่เติมลงไปมีคุณสมบัติช่วยให้ย่อยแป้งเร็วขึ้น ซึ่งจัดเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ช่วยในการพัฒนาการผลิต เช่นเดียวกับการผลิตโยเกิร์ต

ส่วนการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากในการหมักแป้งเกิดจากการหมักที่เติมกล้าเชื้อที่ได้คัดเลือกแล้ว เพียงชนิดเดียว ทำให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมคุณภาพได้ ไม่เหมือนกับการหมักแป้งโดยทั่วไปที่ทิ้งให้แป้งย่อยเองซึ่งเสี่ยงกับการปน เปื้อนกับเชื้อชนิดอื่น และอาจส่งผลกับคุณภาพไปด้วย และน้ำเสียระหว่างการผลิตก็ลดปริมาณกรดลง ทำให้ลดปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิตลงได้

คนไทยคนเก่ง: หมักขนมจีนแบบใหม่ วันเดียวได้อร่ิอย แถมช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

นักวิจัย มทร.ธัญบุรี คิดสูตรหมักแป้งขนมจีนวันเดียว

หลายคนอาจไม่ทราบว่ากว่าจะได้ขนมจีน มารับประทานกับน้ำยาแสนอร่อย และยังเป็นที่นิยมของคนไทยทั่วทุกภูมิภาคนั้นต้องผ่านกระบวนการทำหลายขั้น ตอน แม้ปัจจุบันจะมีการใช้เครื่องจักรเข้าช่วยแต่ก็ยังมีกระบวนการที่ต้องใช้ เวลาในการหมักแป้ง 2-3 วันอยู่ดี ซึ่งถ้าหากจะให้สะดวกและทันการการบริโภคยังนับว่าใช้เวลามาก อีกทั้งระหว่างการผลิตยังมีน้ำทิ้งที่มีความเป็นกรดออกมามากทำให้เกิดผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ อีกทั้งคุณภาพของขนมจีนที่ได้อาจจะเปลี่ยนไปตามปัจจัยที่ส่งผลในแต่ละครั้ง ในการทำไม่สามารถควบคุมได้

จากปัญหาดังกล่าวทำให้ ดร.อรวัลภ์ อุปถัมภานนท์ นักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ไปคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรี ในงาน Korea International Women’s Invention Exposition 2010 (KIVIE2010) ณ แปซิฟิคฮอลล์ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ จากงานวิจัยการผลิตขนมจีนแป้งหมักโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด ซึ่งการวิจัยชิ้นนี้สามารถแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นได้จนเป็นผลสำเร็จ

ดร.อร วัลภ์ เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้สามารถแก้ปัญหาได้ถึงสามส่วนคือ สามารถลดระยะเวลาในการผลิต ลดปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิต และสามารถควบคุมระบบการผลิต ควบคุณคุณภาพของขนมจีนได้

กล่าว คือ ขั้นตอนการทำขนมจีนโดยทั่วไป เริ่มจากเตรียมข้าวเหนียว (หัก) มาล้างทำความสะอาด แช่น้ำ 6 ชม. แล้วนำไปโม่เปียก พอได้แป้งน้ำ นำไปหมักที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นนำไปทับน้ำ เหลือก้อนแป้งที่มีความชื้น ประมาณร้อยละ 50-55 แล้วนำก้อนแป้งที่ได้ไปนึ่งเป็นเวลา 30 นาที นำไปนวดให้ได้ที่แล้วนำไปโรยเส้น เป็นขนมจีน ซึ่งการลดระยะเวลาการผลิต จากปกติการหมักแป้งต้องใช้เวลา 2-3 วัน ให้เหลือแค่ 1 วัน ซึ่งในกระบวนการนี้จะมีการคัดกล้าเชื้อเพื่อช่วยในการย่อยแป้ง เป็นกล้าเชื้อในกลุ่ม Lactobacillus plantarum กล้าเชื้อที่เติมลงไปมีคุณสมบัติช่วยให้ย่อยแป้งเร็วขึ้น ซึ่งจัดเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ช่วยในการพัฒนาการผลิต เช่นเดียวกับการผลิตโยเกิร์ต

ส่วนการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากในการหมักแป้งเกิดจากการหมักที่เติมกล้าเชื้อที่ได้คัดเลือกแล้ว เพียงชนิดเดียว ทำให้ผู้ผลิตสามารถควบคุมคุณภาพได้ ไม่เหมือนกับการหมักแป้งโดยทั่วไปที่ทิ้งให้แป้งย่อยเองซึ่งเสี่ยงกับการปน เปื้อนกับเชื้อชนิดอื่น และอาจส่งผลกับคุณภาพไปด้วย และน้ำเสียระหว่างการผลิตก็ลดปริมาณ การลดลง ทำให้ลดปริมาณน้ำเสียจากกระบวนการผลิตลงได้

นับว่าเป็นการค้น พบที่แสนคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์กับมนุษย์โดยตรงแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาระดับโลกอีกด้วย หากผู้ใดสนใจงานวิจัยอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามไปได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-697-3836