ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ย
ของโลกเพิ่มขึ้นจากผลของภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Greenhouse Effect โดยภาวะโลกร้อน
ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ  การขนส่ง
และการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ภาวะโลกร้อนอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน ระดับน้ำทะเล
และมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพืช สัตว์ และมนุษย์

ก๊าซและสารที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณกาซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเผาไหม้
เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม การเผาป่าเพื่อใช้พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและการทำปศุสัตว์ เป็นต้น โดยการเผาป่า
เป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ก่อนที่จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นเมื่อพื้นที่ป่าลดน้อยลง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
จึงลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในบรรยากาศได้มากยิ่งขึ้น และทำให้พลังงานความร้อนสะสมบนผิวโลกและในบรรยากาศเพิ่มขึ้น

ตัวเลขที่ได้สำรวจล่าสุดนั้นเรียงตามลำดับประเทศที่ปล่อยควันพิษของโลกมีปริมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 1950 ดังนี้

สหรัฐอเมริกา    186,100 ล้านตัน

สหภาพยุโรป    127,800 ล้านตัน

รัสเซีย                68,400 ล้านตัน

จีน                      57,600 ล้านตัน

ญี่ปุ่น                   31,200 ล้านตัน

ยูเครน                 21,700 ล้านตัน

อินเดีย                15,500 ล้านตัน

แคนาดา              14,900 ล้านตัน

โปแลนด์             14,400 ล้านตัน

คาซัคสถาน        10,100 ล้านตัน

แอฟริกาใต้            8,500 ล้านตัน

เม็กซิโก                 7,800 ล้านตัน

ออสเตรเลีย           7,600 ล้านตัน

ก๊าซมีเทน (CH4) เกิดขึ้นจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต แม้ว่ามีก๊าซมีเทนอยู่ในอากาศเพียง  1.7 ppm แต่ก๊าซมีเทนมีคุณสมบัติของก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล่าวคือด้วยปริมาตรที่เท่ากัน ก๊าซมีเทนสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซมีเทนมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากการทำนาข้าว ปศุสัตว์ และการเผาไหม้มวลชีวภาพ การเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ การเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเทน
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ในธรรมชาติเกิดจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชิวิตโดยแบคทีเรีย แต่ที่มีเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน
เนื่องมาจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมี
และพลาสติกบางชนิด เป็นต้น ก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.14 วัตต์/ตารางเมตร นอกจากนั้นเมื่อก๊าซไนตรัสออกไซด์ลอยขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ มันจะทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้เกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ตของโลกลดน้อยลง

สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟรีออน” (Freon) มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็น
สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ มีแหล่งกำเนิดมาจากโรงงานอุตสาหกรรม และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และสเปรย์  สาร CFC มีองค์ประกอบเป็นคลอรีน ฟลูออไรด์ และโบรมีน ซึ่งมีความสามารถในการทำลายโอโซน ตามปกติสาร CFC ในบริเวณพื้นผิวโลกจะทำปฏิกิริยากับสารอื่น แต่เมื่อมันดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเล็ตในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ โมเลกุลจะแตกตัวให้คลอรีนอะตอมเดี่ยว และทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน เกิดก๊าซคลอรีนโมโนออกไซด์ (ClO) และก๊าซออกซิเจน หากคลอรีนจำนวน 1 อะตอม ทำลายก๊าซโอโซน 1 โมเลกุล
ได้เพียงครั้งเดียว ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ทว่าคลอรีน 1 อะตอม สามารถทำลายก๊าซโอโซน 1 โมเลกุล ได้นับพันครั้ง
เนื่องจากเมื่อคลอรีนโมโนออกไซด์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนอะตอมเดี่ยว แล้วเกิดคลอรีนอะตอมเดี่ยวขึ้นอีกครั้ง ปฏิกิริยาลูกโซ่เช่นนี้จึงเป็นการทำลายโอโซนอย่างต่อเนื่อง

ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีกถึง 90 เซนติเมตรในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า
ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพต่างๆหลายประการ

ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย
ส่วนบริเวณอื่นๆ ก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย   ทั้งพืช
และสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลง
ตามไปด้วย และระบบนิเวศทางทะเล จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้พืชและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีทั้งในอ่าวไทย
และฝั่งทะเลอันดามัน

ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก
เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน แต่จะส่งผลกระทบกับการทำประมง เนื่องจาก แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ
ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก

ผลกระทบด้านสุขภาพ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น โดยภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค และโรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะ ไข้มาลาเรีย ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนขึ้น
และฤดูกาลที่ไม่แน่นอน

ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว  ภัยธรรมชาติ
และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง จะส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลัก
ของประเทศมีปริมาณลดลง

Global Warming

Global Warming or Climate Change is a phenomenon which temperature of the world increases caused by effects of greenhouse gases or well-known name “Greenhouse Effect”. Global Warming is caused by human activities such as transportation or industries which release greenhouse gases, especially CO2 from the fuel burning, into the air. Accordingly, it leads to increase the sea level and affects negatively plants, animals and human.

Greenhouse Gases

Carbon dioxide Gas or CO2: The amount of CO2 has increased due to the increase of many kinds of burning activities such as fuel burning, industrial activities or daily human activities (burning forest for their accommodation or livestock). Burning forest can release the CO2 into the air and it goes in very quickly (for the reason that the characteristic of plants is to fix the CO2 not going into the atmosphere). When the number of plant area decreases, the CO2 can increasingly go into the air much more, finally, it can accumulate the heat from the UV radiant in the atmosphere and within the earth.

Countries were researched and their numbers of greenhouse gases have been released from 1950.

United States of America             186,100 million tons

Europe                                          127,800 million tons

Russia                                             68,400 million tons

China                                              57,600 million tons

Japan                                              31,200 million tons

Ukraine                                          21,700 million tons

India                                               15,500 million tons

Canada                                           14,900 million tons

Poland                                           14,400 million tons

Republic of Kazakhstan                10,100 million tons

Africa                                              8,500 million tons

Mexico                                            7,800 million tons

Australia                                         7,600 million tons

Methane or CH4: It is from the condition of living degradation. Even through the CH4 in the world is only 1.7 ppm., it can still quickly absorb UV radiant comparing to CO2 because of its ability, meaning that, at the same amount of gas quantity, CH4 can absorb the UV radiant much more than CO2. Mostly, methane increases because of human activities such as rice farming, livestock and mass-bio burning. Burning of coals, gasoline and natural gas can also cause the methane gas which finally, it can cause the greenhouse effect as it is positioned at the 2 behind CO2.

Nitrous Oxide or N2O: It is created by the degradation of microorganism such as bacteria. The reason of nitrous oxide increases in the present is because the industrial sectors such as Nylon Fiber, Chemical and Plastic industries have used Nitric Acid in their production. The increase of N2O affects directly the increase of heat in the atmosphere around 0.14 watts per square meter. Besides, N2O also reacts with ozone gas leading to destroy the UV radiation protection.

Chlorofluorocarbon or CFC or Freon: It is not established by the natural way, but it is from the invention by human, its sources such as industries and daily living tools and materials. Living tools and materials are such as refrigerators, air conditioners and sprays which have CFC contained. CFC basically consists with fluoride and bromine destroying ozone layer. Normally, when CFC is on the earth, it interacts with other gases, but, when it absorbs the UV radiation at the stratosphere level, its molecules spited creating chlorine monoxide and oxygen. If 1 atom of chlorine depletes 1 atom of ozone gas at a time, the problem would not happen seriously. In fact, 1 atom of chlorine heavily damages 1 atom of ozone gas at many thousand times because 1 atom of chlorine reacts with single atom of oxygen creating repeatedly single atom of chlorine and its faction is in chain continually.

Global Warming affects Thailand

Increase of sea level: Researchers indicated that 100 year in the future, sea level increases 90 centimeters higher which it affects both physical and biological aspects.

Effect on Eco-system and Biodiversities

The average of the temperature increase causes evaporation increase of water at sea, ocean, river, and pond leading to more raining at the particular. It leads certain area flood and heavy rain meanwhile other areas are drought because of less rain. Due to changing of rain and temperature pattern, the cycle of natural water also has been changed affecting the change of characteristics of water flow at the ground level and underground level. Finally, either plants or animals must adjust themselves into new eco-system creating change in the diversity of biology. Moreover, the increase of sea level and temperature at water face causes the extinction of some aquatic life species including the phenomenon of significant bleaching of corals in Gulf of Thailand and Andaman Sea.

Effect on Agriculture and Water Source

The effects of climate change on the agricultural sectors are not heavy because the irrigation areas are protected. However, this problem affects the fishery sectors because the abundant source of water, in some season, is dried down and it affects fish reproduction system. Finally, it leads to reduce the number and diversity of aquatic livings.

Effect on Health

The average of the world’s temperature increases and the serious natural disaster happens causing negatively effects on Thai people’s health. Pestilence relates to food and drinking trending increasing for example in flood event, there is contamination of bacteria in water such as diarrhea, dysentery and cholera and infected disease in topical area is tending to be increasingly, and the numbers of people has been killed. The disease in topical region such as Malaria transmitted by common house mosquito that they are reproduced in the higher temperature area and momentary season.

Effect on Society and Economic

Loss of key agricultural areas along the subsided coast, natural disaster and other damage caused by heavy natural problem causes to the reduction of crop productivities which they are the main exported products of the nation.

Translated by Suraporn Onputtha