เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ดร.เดชฤทธิ์มณีธรรม อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคล (มทร.)ธัญบุรี เปิดเผยผลวิจัยรถวีลแชร์คนพิการรุ่นล่าสุด ว่า มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมกับ ผศ.นพ.นิยม ละออปักษิณ ผอ.ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก พัฒนารถเข็นคนพิการแบบพับได้ หรือวีลแชร์ รุ่นที่ 2 ควบคุมด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ ซึ่งพัฒนามาจาก วีลแชร์รุ่นที่ 1 ที่จะขับเคลื่อนล้อหลัง 2 ล้อ โดยมีล้อหน้าเป็นตัวกำหนดทิศทาง การควบคุมจะใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ PIC16F877 เป็นตัวควบคุม ผ่านKeypad แต่ราคาแพงประมาณ 40,000 บาท น้ำหนักมากและไม่สามารถพับเก็บได้เมื่อไฟฟ้าหมดไม่สามารถเข็นได้ การเลี้ยวด้วย Keypad ไม่ค่อยคล่องตัวเท่าที่ควร

อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมกล่าวต่อว่า สำหรับรุ่นที่ 2 จะมีล้อหลังเป็นชุดควบคุมการเดินหน้าและถอยหลัง และเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา การควบคุมจะใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ PIC16F877 เป็นตัวควบคุม ผ่านจอยสติ๊ก สามารถถอดแยกชุดควบคุมกับตัวรถได้เมื่อต้องเดินทางไกลและเก็บพับได้ เมื่อไฟฟ้าหมด ผู้ใช้สามารถเข็นรถได้ปกติ แต่ที่ขายในท้องตลาดไม่สามารถเข็นได้ ราคาอยู่ที่คันละ 25,000 บาท เมื่อเทียบกับรถควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าทั่วไปที่มีราคาอยู่ที่ 160,000 บาทต่อคัน ทั้งนี้รถเข็นคนพิการแบบพับได้รุ่นดังกล่าว ถือว่าเป็นคันแรก ของเมืองไทยที่มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพเหมาะกับยุคเศรษฐกิจ.

The first wheelchair made by RMUTT and MSMC in Thailand is proudly introduced.

Dr.Dejarit Maneethum,the lecturer at the faculty of Technical Education, Rajamangala University of Technology, revealed the research result of automatic folding wheelchair that “RMUTT has cooperated with Assistant Professor, Doctor Niyom La-orpaksin ,the director  of Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn Medical Center (MSMC), the faculty of Medicine at Srinakharinwiroj University , Ongkarak district, Nakhon Nayok Province in order to develop the 2nd foldable wheelchair which is controlled by micro controller. It was developed from the 1st wheelchair.  The 1st wheelchair is controlled by micro controller PIC16F877 via Keypad. It is driven by two-rear wheels and front wheels are used as direction controller. However, there are many disadvantages occurring such as the expensive price, around ฿ 40,000, heavy and unfoldability, and it cannot be used when the electric power is off. Moreover, direction control via Keypad is not comfortable enough.”   

He continued said that “the 2nd wheelchair controlled by micro controller PIC16F877 via Joystick. All directions, moving forward or backward and turning right and left side, are controlled by rear wheels. It is removable and foldable when users need to travel in long distance. When electric power is off, it is still be shoved manually. Its price is only at ฿25,000 comparing to the wheelchair which controlled by electric power is priced at ฿160,000 at per wheelchair. Therefore, the above mentioned wheelchair is accounted as the cheapest price and it is now the most efficient in the current market.”

Translated by Suraporn Onputtha C-100514035071


คอลัมน์ วิถีชีวิต: “วีลแชร์ไฟฟ้า”ท้าทาย!!”ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม” คิดแล้วทำ “เพื่อสังคมไทย”


“เริ่มมาจากการที่เราคิดว่า งานวิจัยเพื่อสังคมน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับสังคมโดยตรงเราจึงเน้นคิดค้นทำรถ เข็นไฟฟ้าให้มีราคาไม่แพงและมีประสิทธิภาพดี เพื่อผู้ป่วย ผู้พิการ ที่อยู่ในระดับล่าง ก็สามารถที่จะมีไว้ใช้ เพราะรถเข็นไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้นมีราคาสูง”…นี่เป็นคำกล่าวของ ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรมและเป็นแนวคิดสำคัญที่นำสู่การประดิษฐ์รถเข็น “วีลแชร์ไฟฟ้า” ฝีมือไทย-คุณภาพอินเตอร์

ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลธัญบุรี เป็นผู้ที่พัฒนาสร้างวีลแชร์ รถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วย-ผู้พิการขึ้นมา ซึ่งเป็นแบบ “พับได้” โดยร่วมกับผศ.นพ.นิยม ละออปักษิณผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒคลอง 16 อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ซึ่งการคิดค้นวิจัยพัฒนาสร้างรถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วย-ผู้พิการนี้ ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ มีการสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

พลิกปูมนักคิดนักวิจัยนวัตกรรม ดร.เดชฤทธิ์คนนี้ เขาเรียนจบปริญญาตรี และปริญญาโทคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งหลังจากเรียนจบปริญญาโทก็เข้าทำงานเป็นวิศวกรอยู่ในบริษัทเอกชนแห่ง หนึ่ง มีหน้าที่ดูแลเรื่องการควบคุมระบบอัตโนมัติ

หลังจากทำ งานอยู่ 10 กว่าปี ก็หันเหชีวิตมารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคล(เทเวศร์) ต่อมาก็ย้ายมาเป็นอาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และด้วยความที่เป็นคนชื่นชอบ-สนใจด้าน”ระบบควบคุมอัตโนมัติ”มาก จึงได้แบ่งเวลาไปศึกษาปริญญาเอก สาขาแมคคาทรอนิกส์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือเอไอที (AIT) เพื่อเพิ่มเติมความรู้ในสิ่งที่สนใจ

“ที่ผมสนใจด้านระบบควบคุม อัตโนมัติก็เพราะการเรียนรู้ด้านนี้เป็นเรื่องที่มีความท้าทาย เป็นการนำทั้งระบบเครื่องกล ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ มารวมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่คนคนเดียวจะทำได้ จึงเป็นความท้าทาย”…ดร.เดชฤทธิ์กล่าว ก่อนจะเล่าต่อไปว่า…

ในเรื่องของงานวิจัย ก็ได้ทำมาโดยตลอด ซึ่งจะเป็นการวิจัยเกี่ยวกับ “หุ่นยนต์”ต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และหลังจากทำการวิจัยพวกหุ่นยนต์อยู่นาน ก็เกิดความคิดที่จะ “ทำงานวิจัยเพื่อสังคม”บ้าง

“การทำงานวิจัยที่เป็นด้าน อุตสาหกรรมหนักนั้น ต้องใช้เงินทุนในการวิจัยสูง ซึ่งส่วนมากวิจัยออกมาแล้วก็รอบริษัทใหญ่ ๆ มาสนใจ แต่สำหรับการวิจัยด้านสังคมนั้น เป็นงานวิจัยที่ใช้งบประมาณน้อยกว่าการวิจัยด้านอุตสาหกรรมหนักมาก และวิจัยออกมาแล้วก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ให้กับสังคมได้โดยตรง”

ดร.เดชฤทธิ์กล่าวต่อว่า สำหรับรถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้พิการ-ผู้ป่วยแบบพับได้นี้ ก็เป็นผลพวงจากแนวคิดการทำงานวิจัยเพื่อสังคม ซึ่งรถเข็นไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้นมีราคาสูง 60,000-300,000 บาท โดยรถเข็นไฟฟ้าที่ ดร.เดชฤทธิ์คิดค้นพัฒนาขึ้นนี้ ในไทยยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และได้จดสิทธิบัตรไว้แล้ว

“การออกแบบและสร้างรถเข็นไฟฟ้านี้ทาง ผศ.นพ.นิยม เป็นผู้ให้ข้อมูลทางกายภาพของคนพิการแขนขา และผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้” …ดร.เดชฤทธิ์กล่าว ก่อนจะแจกแจงว่า…รถเข็นไฟฟ้าที่คิดค้นนี้ จะควบคุมด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ให้ความแม่นยำที่สุดในการควบคุม โดยการพัฒนาวิจัยรถเข็นรุ่นที่ 1 เริ่มขึ้นเมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นต้นแบบโดยตัวรถต่อขึ้นมาจากสเตนเลส แข็งแรงทนทาน มีชุดชาร์จไฟฟ้า มีหลักในการทำงาน คือขับเคลื่อนล้อหลัง 2 ล้อ มีล้อหน้าเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวควบคุมด้วยแป้นคีย์บอร์ดที่เป็น ตัวเลข เมื่อกดปุ่มหมายเลข 2 รถจะเคลื่อนที่เดินหน้า หมายเลข 8 ถอยหลัง หมายเลข 4 เลี้ยวซ้าย และหมายเลข 6 รถจะเคลื่อนที่เลี้ยวขวา

อย่างไรก็ตาม การที่ตัวรถสร้างขึ้นจากสเตนเลสทั้งคัน ทำให้มีน้ำหนักมาก และไม่สามารถพับเก็บได้ เมื่อไฟฟ้าหมดก็ไม่สามารถเข็นได้ที่สำคัญรถรุ่นนี้ยังมีราคาสูง อยู่ที่ประมาณ 40,000 บาท จึงมีการคิดค้นต่อ

มีการคิดค้น พัฒนารุ่นที่ 2 ขึ้นมา เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีราคาที่ถูกลงอีก โดยรุ่นที่2 เป็นรถเข็นสำเร็จรูปที่สามารถพับเก็บ การทำงานจะมีล้อหลังเป็นชุดควบคุมการเดินหน้า-ถอยหลังและเลี้ยวซ้าย-เลี้ยว ขวา การควบคุมใช้ระบบไมโครคอนโทรลเลอร์เหมือนเดิม แต่การควบคุมทิศทางจะบังคับผ่านจอยสติ๊ก เมื่อโยกไปด้านหน้ารถจะเคลื่อนที่เดินหน้า โยกกลับด้านหลังรถจะเคลื่อนที่ถอยหลังเลี้ยวซ้าย-ขวาก็โยกไปด้านซ้าย-ขวา

“รถเข็นไฟฟ้ารุ่นที่ 2 มีราคาเพียง25,000 บาท แต่ถ้ามีรถเข็นอยู่แล้ว และนำมาติดตั้งระบบ ก็จะลดค่าใช้จ่ายลงได้อีก” …ดร.เดชฤทธิ์ระบุ พร้อมทั้งบอกด้วยว่า…รถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วย-ผู้พิการรุ่นที่ 2 นี้ เมื่อต้องการขนย้ายก็สามารถถอดแยกชุดควบคุมได้ รถสามารถพับเก็บได้ การเคลื่อนที่คล่องตัวขึ้น เมื่อไฟฟ้าหมดก็สามารถเข็นได้เหมือนรถเข็นธรรมดา

โดยแบตเตอรี่ใช้ได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้ไฟ 24 โวลต์ รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม มีความเร็วในการเคลื่อนที่2.7-4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวผู้ใช้

“รุ่นที่ 2 นี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือไม่มีชุดชาร์จไฟฟ้าในตัวรถ และชุดควบคุมที่อยู่ด้านหลังตัวรถทำให้การเลี้ยวยังไม่คล่องตัวนัก มุมเลี้ยวไม่สามารถเลี้ยวได้ 90 องศา เพราะติดชุดควบคุม” …ดร.เดชฤทธิ์ระบุแม้จะยังมีข้อจำกัด แต่รถรุ่นที่ 2 นี้ก็รองรับผู้ป่วย-ผู้พิการได้จริงแล้ว พร้อม ๆ ไปกับการคิดค้นรถเข็นไฟฟ้ารุ่นต่อ ๆ ไปขึ้นมาอีก ซึ่งจะเป็นการพัฒนาโดยลบข้อจำกัดของรุ่นเดิม ๆ ด้วยความรู้สึกของผู้คิดค้นที่ว่า…

“ทุกวันนี้ผมกำลังมี ความสุขกับงานวิจัยเพื่อสังคมตรงนี้มาก เวลาที่เห็นผู้ป่วยใช้รถเข็นไฟฟ้าที่เราทำแล้วเขามีความสุข ก็ทำให้เรามีความสุขไปด้วย”.

“ท้าทายเป็นการนำทั้งระบบเครื่องกล”ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ มารวมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก” มุ่งพัฒนาสู่ ‘รุ่นสเปเชียล’ หลังประสบความสำเร็จกับรถเข็นไฟฟ้ารุ่นที่ 2 ดร.เดชฤทธิ์ก็ยังคงเดินหน้าคิดค้นพัฒนารุ่นที่ 3 ต่อไปอีกโดยกำหนดไว้ว่าในรุ่นที่ 3 นี้จะไม่ใช้ล้อหลังเป็นตัวควบคุมแต่จะใช้มอเตอร์ 2 ตัวติดกับล้อรถเข็นทั้งสองข้าง เป็นการควบคุมการเคลื่อนที่ และใช้จอยสติ๊กบังคับการเดินหน้า-ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย-ขวาเช่นเดิม

“ต่อไปอาจจะมีการพัฒนารุ่นที่ 4 และรุ่นสเปเชียล ขึ้นมาอีก โดยจะมีการเพิ่มการบังคับด้วยเครื่องควบคุมระยะไกลได้ด้วย”…ดร.เดชฤทธิ์ กล่าว พร้อมทั้งยังบอกด้วยว่า… ที่ผ่านมามีผู้ป่วยนำรถเข็นที่คิดค้นขึ้นไปใช้งานแล้วกว่า 10 คัน ซึ่งทุกคนก็พึงพอใจกัน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมาก สามารถผลิตออกมาได้เพียง 1 คัน ต่อ 2-3 สัปดาห์ แต่ต่อไปอาจจะมีการดำเนินการในนามมูลนิธิ โดยมีผู้สนับสนุน ซึ่งก็จะสามารถผลิตออกมาได้คราวละหลายคันมากขึ้น และผู้ป่วย-ผู้พิการ ที่อยู่ในระดับรากหญ้า รากแก้ว ก็คงจะได้รับประโยชน์มากขึ้น

“รถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้ป่วย-ผู้พิการนี้ นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วย-ผู้พิการได้รับความสะดวกสบายแล้ว ยังทำให้เขาสามารถไปไหนมาไหนได้เอง ซึ่งก็ถือเป็นการช่วยรักษาผู้ป่วยทางใจได้อีกทางหนึ่งด้วยเพราะผู้ป่วยจะ รู้สึกว่าไม่ต้องพึ่งพาใครมากมาย”…ดร.เดชฤทธิ์ระบุ.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงานC-100620004057_Page_1C-100620004057_Page_2C-100620004057_Page_3
C-100620035063_Page_1C-100620035063_Page_2C-100620035063_Page_3