หัวเห็ดท้ายซอย

บนเส้นทางตลอดอายุราชการในการทำงาน ผมได้มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต คำว่าจิตสาธารณะฝังอยู่ในจิตสำนึกของตนเอง ถึงแม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ผมจะเดินหน้าทำเพื่อสังคม และจะออกค่ายอาสากับสมาชิกในการสร้างค่ายต่อไป” คำกล่าวของ ผศ.พูลเกียรติ นาคะวิวัฒน์ ในฐานะประธานและอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมค่ายอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

ผศ.พูลเกียรติกล่าวว่า มทร.ธัญบุรี ได้ให้ความสำคัญกับภารกิจการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยเน้นในเรื่องกิจกรรมการพัฒนาสังคม และการบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมคือ กิจกรรมการออกค่ายอาสาพัฒนาสังคมและบำเพ็ญประโยชน์ของนักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนที่ 1 ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของบทบาทมหาวิทยาลัยในการช่วยเหลือสังคม (University Social Responsibility หรือ USR) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในถิ่นทุรกันดารใน 4 องค์ประกอบสำคัญ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาด้านกายภาพในชุมชน

กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาฯ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีนั้น มุ่งสนองกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัย เมื่อครั้งยังใช้ชื่อวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ความสรุปได้ว่า พระองค์ท่านต้องการที่จะเห็นบัณฑิตของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา เป็นบัณฑิตที่มีคุณค่า คือ เป็นทั้งคนเก่งและคนดี ประหนึ่งเหรียญบาทที่มีทั้งหน้าหัวและหน้าก้อย ที่มีค่าหนึ่งบาทตลอดกาล ปัจจุบันกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา ภายใต้ชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรตินั้น ได้มีผลงานการก่อสร้างอาคารเรียนแบบถาวร และอาคารพระราชทานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับพื้นฐาน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 44 หลังทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ปรัชญาค่ายฯ ที่ว่า “ราชมงคล คนสร้างค่าย ค่ายสร้างคน” (คือค่ายฯ สร้างบัณฑิตที่มีคุณค่า และค่ายยังสร้างเยาวชนคุณภาพให้กับประเทศ)

ในการออกค่ายอาสาพัฒนาฯ ของมหาวิทยาลัยในแต่ละปีจะมีสมาชิกชาวค่ายฯ ที่มาจากทุกคณะจำนวน 100-150 คน โดยงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการฯ นั้น ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมชมรมฯ เงินบริจาคจากผู้มีอุปการคุณ (บริจาคผ่านทางมหาวิทยาลัย) ชมรมทำกิจกรรมการหารายได้เอง นอกจากนี้ชมรมยังได้รับการสนับสนุนด้านอื่นๆ จากทางมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้โครงการออกค่ายอาสาพัฒนาฯ ประสบความสำเร็จด้วยดีเสมอมา ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากคณาจารย์ที่ปรึกษาจากคณะต่างๆ (ที่ครอบคลุมการดำเนินกิจกรรมค่ายอาสาฯ ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้)

แม้ว่าจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาผนวกกับสมาชิกชาวค่ายฯ ที่มาจากหลากหลายคณะ การดำเนินกิจกรรมการออกค่ายฯ ก็ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข ทั้งนี้ เป็นเพราะการออกค่ายฯ ในแต่ละปีเป็นสถานที่ใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ จึงมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นให้แก้ไข

หากจะพูดถึงกิจกรรมค่ายอาสาฯ จิตอาสา, จิตสาธารณะแล้ว มีความเหมือนหรือความคล้ายกันไหม? คงตอบได้ว่ามีความคล้ายกัน หากจะได้นำมาบูรณาการเข้าด้วยกันแล้วจะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และสังคมอย่างมากมาย หากหนึ่งร้อยมหาวิทยาลัยไทยให้ความสำคัญในกิจกรรมนักศึกษาภายใต้โครงการออกค่ายอาสาพัฒนาสังคมและบำเพ็ญประโยชน์หรือภายใต้โครงการ USR แล้ว จะทำให้ชุมชนทั้งประเทศเข้มแข็งโดยเร็ว ประเทศไทยก็จะมีความเข้มแข็งในที่สุด

ความมีสันติสุขก็จะบังเกิดกับประเทศของเราโดยเร็วเช่นกัน ชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี ในปีหนึ่งๆ จะมีสมาชิกในสังกัดชมรมฯ ประมาณปีละกว่า 500 คน การที่ชมรมมีสมาชิกจำนวนมากเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าเป็นชมรมกิจกรรมที่มีความท้าทาย เกิดประโยชน์ในภาพรวม การมีสมาชิกชมรมมากมายดังกล่าวข้างต้น ยังเป็นเพราะว่าพี่ๆ ชวนน้องๆ ไปทำความดีร่วมกัน โดยพี่ๆ จะบอกน้องๆ ว่า หากได้รับโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว

นอกจากความสำเร็จในสาขาวิชาการที่เรียนที่ภาคภูมิใจแล้ว ควรจะมีความภาคภูมิใจที่จะติดตาตรึงใจไปตลอดชีวิตจากการได้ไปออกค่ายอาสาพัฒนาฯ เพราะเป็นความภาคภูมิใจที่ทำได้ยาก และมีโอกาสเดียวเท่านั้นในชีวิตนักศึกษา แม้ว่าตนเองจะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ความเป็นคนค่ายอาสาฯ ยังเป็นชีวิตจิตใจที่อยากจะทำต่อไป

“เพราะว่าการให้ไม่มีที่สิ้นสุด” โดยเฉพาะเป็นการให้ที่ทดแทนคุณแผ่นดิน ผมอยากให้กำลังใจแก่คณาจารย์ทั้งหลาย ได้หาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการออกค่ายอาสาพัฒนาสังคมและบำเพ็ญประโยชน์ เพราะค่ายอาสาฯ จะให้อะไรแก่เรามากกว่าที่คิด “ราชมงคล คนสร้างค่าย ค่ายสร้างคน” และ “มหาวิทยาลัย ควรเป็นที่หนึ่งของสังคม ตลอดไป”.

C-151018008049