Art Thesis Exhibition Showcases Traditional Thai Culture

A total of 23 classical dance performances were the highlights of an art thesis exhibition, which aimed to preserve the richness and beauty of Thai artistic tradition. The exhibition was a part of graduation requirements and was held by fourth-year students majoring in Thai Classical Dance, Faculty of Fine and Applied Arts.

“Cultural heritage plays a vital role in our national identity, because it reflects the richness of our country’s history. It is the faculty’s mission to help preserve this richness and also to produce graduates who possess a high degree of physical, emotional, intellectual, and ethical maturity,” said Manoj Boontonglek, Department Head.

One of the graduates, Kritsutee Kueaprasit, said that his thesis piece “Ramayana: Episode of Nang Loi” was the product of a quality piece of research on traditional Khon performance. “Nowadays, you usually see an abridged version of the Nang Loi episode. I have chosen to perform the full episode, which takes one hour, based on the original scripts penned by HRH Prince Narissara Nuwattiwong. The accompanying musical pieces is used when a troupe of monkeys marched into the scene; this, and the dances of the protagonists (gods) and antagonists (demons), is the highlight of this episode,” he said.

Another piece showcased a Lanna folk dance called “Maan Mui Sieng Taa”. Kittiya Kasang, the owner of the piece, said, “This performance can be traced back to the times when Major General Prince Kaew Naovarat was the ruling prince of Chiang Mai. It features paired dances which combine Burmese- and Lanna-style movements, and the dancers dance in perfect synchrony. The accompanying musical piece describes the majestic beauty of heaven and angels.”

Meanwhile, Athitaya Plaisupan’s piece “Nattaya Leela Yua Tab” had a southern origins and was a product of research into three southern “Nora” dance troupes. With a total of four acts, the dance showcased playful, fast-paced, and terse movements, which are the main characteristics of Thailand’s southern culture. The accompanying musical piece was performed using the instruments native to the upper part of Southern Thailand.

Showcasing the northeastern cultural heritage, Jitra Withiprai’s piece “On Saun Mat Mee” was inspired by the region’s rich textile tradition. “The three dance movements as well as the costumes reflect the region’s famous Mat Mee textile patterns. It has three acts, which combine the original version and an adapted version. The accompanying music is the traditional Pong Lang

Art Thesis Exhibition Showcases Traditional Thai Culture

นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี สืบสานความเป็นไทยดำรงไว้ให้ลูกหลาน จัดแสดงศิลปะนิพนธ์ 23 ผลงาน ดำรงไว้ซึ่งศิลปะความเป็นไทย

นายมาโนช บุญทองเล็ก หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ เล่าว่า การศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมจริยธรรม และ มุ่งเน้นให้มนุษย์ธำรงค์ศิลปวัฒธรรมอันถือว่าเป็น “มรดก” ซึ่งวัฒนธรรมก็มีความสำคัญอย่างหนึ่งต่อการดำรงอยู่ของชาติ เป็นกระจกเงาส่องความเป็นมาของชาตินั้น ๆ ชาติที่จะเจริญโดยสมบูรณ์ย่อมเจริญด้วยวัฒนธรรมทั้งในทางวัตถุและจิตใจ ผลงานศิลปะนิพนธ์ที่นักศึกษาได้ร่วมกันดำเนินตามความมุ่งหมายเพื่อการศึกษาและร่วมธำรงค์ศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้วัฒนธรรมของชาติไม่สูญหายแต่กลับเป็นสิ่งที่เชิดชูเกียรติให้แก่ชาติอีกด้วย

ตัวแทนการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุดนางลอย “โปโต้” นายกฤษฎ์สุธี เกอะประสิทธิ์ เล่าว่า โขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดนางลอย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยในปัจจุบันตอนเกี้ยวนางนิยมเล่นแบบตัด เพื่อความสะดวกในการแสดง ทำให้การแสดงสั้นลง เพื่ออนุรักษ์ลักษณะและรูปแบบการแสดงโขนโรงใน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดนางลอย จึงไม่ตัด แสดงเต็มเวลา โดยใช้เวลาในการแสดง 1 ชั่วโมง ใช้บทของกรมศิลปากรที่ปรับปรุงมาจากบทคอนเสิร์ตพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และยังได้นำเพลงเต่าเห่มาใช้ในการจัดรูปแถวและขบวนของลิง การแสดงโขนโรงในเรื่องรามเกียรติ์ ชุดนางลอยมีเอกลักษณ์ของกระบวนท่ารำ เต้น ของพระ ยักษ์และลิง กระบวนท่าที่งดงามตามแบบนาฏศิลป์ไทยซึ่งควรอนุรักษ์ไว้ให้ ชนรุ่นหลังสืบไป

ตัวแทนการแสดง ฟ้อนม่านมุยเซียงตา ชาย-หยิง “ยุ้ย” นางสาวกิตติยา กาสังข์ เล่าว่า

การฟ้อนม่านมุยเซียงตา เป็นกรณีศึกษาสาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์พื้นเมืองล้านนา) เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่ออนุรักษ์กระบวนท่ารำที่เป็นแบบแผน การแสดงชุดนี้เกิดขึ้นในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 มีความประสงค์ให้หม่อมแสดัดแปลงฟ้อนม่านมุยเซียงตาที่เป็นหญิงล้วน ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ 5 ให้เป็นฟ้อนม่านมุยเซียงตา ชาย – หญิง โดยลักษณะและรูปแบบการแสดง เป็นการรำคู่ชายหญิง มีลีลาท่ารำแบบพม่า เน้นความสวยงามและความพร้อมเพรียงของท่ารำ แต่ยังคงรักษากระบวนท่ารำของฟ้อนม่านมุยเซียงตาไว้ บทร้องจะพรรณนาถึงเหล่าเทพธิดา และความงามของสรวงสวรรค์ ซึ่งชวนให้หวนคะนึงคิดถึงอยู่ไม่วาย ใช้ทำนองเพลงหลักจากเพลงเวชยันตา และใช้วงดนตรีปี่พาทย์เครื่องห้า โดยมีปี่มอญและเปิงมาง 1 ใบ เข้ามาผสม จะแต่งกายตามแบบราชสำนักสมัยพระเจ้าสีป้อมินทร์

“เบียร์” นางสาวอทิตยา พลายสุวรรณ ตัวแทนการแสดง “นาฏยาลีลายั่วทับ” เล่าว่า เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ในรูปแบบนาฏศิลป์สร้างสรรค์ กำหนดทำนองเพลง ออกแบบเครื่องแต่งกาย และประดิษฐ์ท่ารำ จากการศึกษาลักษณะและรูปแบบการแสดงโนรายั่วทับ ของคณะโนรา 3 คณะ ได้แก่คณะโนราเอน้อยดาวรุ่ง จังหวัดนครศรีธรรมราช คณะโนรานกน้อยเสียงเสน่ห์ จังหวัดสงขลา และคณะโนราสวัสดิ์ละอองศิลป์ จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นหลัก เพื่อสื่อให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม การแสดงพื้นเมืองภาคใต้ และเพื่อเป็นการเผยแพร่ การรำโนรายั่วทับ ซึ่งเป็นการรำเฉพาะอย่างในการรำโนรา มีกระบวนท่ารำที่กระชับ สนุกสนาน ผู้รำโนรายั่วทับต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการรำโนรา เป็นอย่างดี โดยการนำเสนอในรูปแบบของการแสดงเชิงสร้างสรรค์ชุดนาฏยาลีลายั่วทับ ลักษณะและรูปแบบของการแสดงแบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 กระบวนตีทับ ช่วงที่ 2 รำอวดลีลา ช่วงที่ 3 เกี้ยวพาราสี ช่วงที่ 4 วิถีโนรา เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง คือ วงดนตรีภาคใต้ตอนบน ออกแบบเครื่องแต่งกายโดยยึดการแต่งกายในการแสดงโนรามาเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์ชุดการแสดง

“อ้อม” นางสาวจิตตรา วิถีไพร ตัวแทนการแสดง “ออนซอนมัดหมี่” เล่าว่า การแสดงชุด วาดฟ้อนออนซอนมัดหมี่ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพในรูปแบบนาฏศิลป์สร้างสรรค์ กำหนดเนื้อร้องทำนองเพลง ออกแบบเครื่องแต่งกาย และประดิษฐ์ท่ารำจากเอกลักษณ์ลายผ้าไหมมัดหมี่ 3 ลาย ได้แก่ ลายดอกแก้ว ลายเชิงเทียน ลายตะขอ ของอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้กระบวนท่ารำ รวมถึงเครื่องแต่งกายที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์และลักษณะของลายผ้าไหมมัดหมี่ทั้ง 3 ลาย เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงใช้วงโปงลาง โดยตั้งชื่อทำนองเพลงขึ้นใหม่ว่า วาดฟ้อนออนซอนมัดหมี่ ลักษณะและรูปแบบการแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เฉิดฉายอาภรณ์ ช่วงที่ 2 ตีบวรลวดลาย ช่วงที่ 3 หลากหลายกระบวนท่า ลีลาท่ารำเรียบเรียงจากแม่บทอีสานและประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เพื่อบูชาพญานาคบ่งบอกถึงหลักธรรมที่ว่าด้วยการดำรงตนตามหลักพระพุทธศาสนา ส่วนลักษณะการแต่งกายแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ ชุดผ้าไหมมัดหมี่ลายดอกแก้ว ชุดผ้าไหมมัดหมี่ลายเชิงเทียน ชุดผ้าไหมมัดหมี่ลายตะขอ โดยออกแบบเพื่อสื่อเอกลักษณ์และลักษณะของลายผ้าไหมมัดหมี่ทั้ง 3 ลาย ได้แก่ ลายดอกแก้ว ลายเชิงเทียน ลายตะขอ

กว่า 23 การแสดง ที่จัดแสดงโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ศิลปะความเป็นไทยที่คู่ควรสังคมไทย อนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานสืบไป
ชลธิชา ศรีอุบล

กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี 0-2549-4994