“คนพิการ คือ แรงบันดาลใจในการสร้างกำลังใจให้กับหนู คนที่เขาพิการ เขายังสู้ชีวิตและดิ้นรน นับประสาอะไรกับเราที่มีครบทั้ง 32 ความท้อแท้มีบ่อยท้อแต่ไม่ถอย” เสียงบอกเล่า ผ่านสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของ “จุ๋ม” นางสาวพัชรียา ทานเอก นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาวน้อยเมืองย่าโม ผู้สู้ชีวิต ตัวอย่างดีๆ ของนักศึกษาที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ชีวิตของเธอเป็นยิ่งกว่าละคร

“จุ๋ม” เล่าว่า เป็นลูกคนโตมีน้องชาย 1 คน พ่อและแม่แยกทางกันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 อาศัยอยู่กับย่า เนื่องจากปู่เสียชีวิต ปัจจุบันย่าอยู่กับน้องชายที่พึ่งเรียนจบชั้น ปวส. ซึ่งทำงานอยู่แถวบ้าน หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน ชีวิตต้องดิ้นรนและต่อสู้ชีวิตทุกอย่าง ตอน ม.1 ช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ ทำงานรับจ้างทั่วไป ได้วันละ 100 – 200 บาท ทุกๆ เดือนจะมีการเก็บน้ำประปาหมู่บ้าน รับจ้างเก็บเงินค่าน้ำปะปา เอาเงินที่หามาได้มาใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและให้ย่า ซึ่งช่วงนั้นยังพอมีเงินเดือนของแม่ส่งมาให้เดือนละ 1,000 – 1,500 บาท นับตั้งแต่นั้นมาต้องทำงานหาเงินเองมาโดยตลอด

หลังเรียนจบ ม.6 จาก ร.ร.บ้านเหลื่อมพิทยาสรรพ์ สอบติดที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร. ธัญบุรี แต่ไม่ได้มีโอกาสได้เรียน เนื่องจากไม่มีเงินเรียน บวกกับช่วงนั้นน้องชายยังเรียนอยู่ “เคยโทรไปยืมเงินพ่อ แต่พ่อปฏิเสธ เสียใจมาก นอนร้องไห้เป็นเดือน” หลังจากนั้นจึงตัดสินใจถือกระเป๋าใบเดียว ออกเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อทำงานกับแม่ ซึ่งได้ค่าตอบแทนเพียงวันละ 100 – 200 บาท

เนื่องจากตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 18 ปี อยากที่จะเรียน จึงขอแม่เรียนวันอาทิตย์ แต่แม่บอกไม่ต้องเรียน เดี๋ยวก็มีครอบครัว สุดท้ายก็ไม่ได้เรียน โดยตอนนั้นจึงตัดสินใจออกหางานทำด้วยตนเองถ้าไม่ได้ดี จะไม่หันกลับโดยเด็ดขาด ทำให้ตอนนั้นแม่ไม่พอใจทั้งด่าและไล่ จึงมาขออาศัยอยู่กับเพื่อน อยู่ได้เพียง 3 เดือน ต้องย้ายออก ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่แถว ม.เกษตรศาสตร์ แต่เพื่อนมีแฟนต้องย้ายออก

จึงออกมาอยู่คนเดียว ตอนนั้นทำงานได้ต้องส่งเงินกลับบ้าน ไปให้ย่าเพื่อซื้อปุ๋ยใส่ข้าว หลังจากทำงานได้ 2 ปี ได้สอบแอดมินชั่นและติด คณะวิทยาศาสตร์ ที่ ม.ราชภัฎสวนสุนันทา แต่ค่าใช้จ่ายแพงเลยไม่ได้เรียน จึงตัดสินใจมาแอดมินชั่นใหม่เมื่อปี 52 และติดที่สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ในที่สุดจึงตัดสินใจเรียนที่นี่ ตอนที่มาเรียนต้องอยู่หอคนเดียว “ค่าห้องแพงมาก” บางครั้งเงินไม่มีและไม่พอใช้ เพื่อการอยู่รอดสิ่งที่ต้องทำคือ “อด” ไม่สามารถไปยืมใครได้ “ข้าว 5 บาท กับปลาทู 1 ตัว อยู่ได้ 2 วัน” ซึ่งตลอดเวลา 1 ปี ที่เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยฯ ต้องพึ่งตนเองตลอด สาเหตุที่เลือกเรียนสาขาวิชานี้ เป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่อาศัยความขยัน แอดมินชั่นติดต้องเรียน ไม่อยากเสียเวลา และอยากทำงานรับราชการ รับใช้สังคม อยากเป็นครู เกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 3.26

ชีวิตของตนเองขึ้นอยู่กับการทำงานตั้งแต่ ม.1 ระหว่างที่เรียน ม.1 – ม.6 วันเสาร์และวันอาทิตย์ รับจ้างทั่วไป ได้ค่าตอบแทนวันละ 100- 200 บาท หลังจากจบชั้น ม.6 ทำงานตัดด้ายเย็บผ้าวันละ 100 บาท ทำงานบริษัททำกาวดักหนูวันละ 100 บาท บริษัทวันเดอร์เวลิด์โปรดัก (ผลิตของเล่นเด็ก) เดือนละ 5,000 บาท บริษัทนิเอ็ดอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทยเดือนละ 6,000 บาท เข้ามาเรียนปี 1 ทำงานพาสทามบริษัทนิเอ็ดอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทยวันละ 230 บาท ปี2- ปี3 ทำงานพาสทาม Mk คลอง 7 ชั่วโมงละ 40 บาท หลังเลิกเรียน ส่วนปัจจุบันได้ย้ายมาทำงานพาสทาม Mk คลอง 6

นอกจากเงินที่ได้มาจากการทำงาน ยังได้รับทุนต่อเนื่องจากมูลนิธิพระพิฆเนศปีละ 5,000 บาท จนจบการศึกษา เงินที่ได้จะแบ่งเงินใช้จ่าย ค่าห้อง ค่าเรียนและอุปกรณ์การเรียน ที่เหลือเป็นค่าใช้สอยเดือนละ 2,000 บาท/เดือน เพราะข้าวบางมื้อไม่ได้กิน เนื่องจากทำงานไม่มีเวลากิน วันไหนไม่ได้ทำงานหยุดทำกับข้าวกินเอง มีเพื่อนถามบ่อยๆ ว่าเหนื่อยหรือเปล่า ทั้งเรียนและทำงาน เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก แต่เมื่อเลือกเกิดไม่ได้ เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ “ถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน เหนื่อยก็พักสักเดี๋ยวก็หาย” ซึ่งช่วงที่เข้ามาเรียนตอนปี1 หลังเลิกงานร้องไห้แทบทุกวัน “ทำไมชีวิตเราไม่เหมือนคนอื่น” ยิ่งงานหนักยิ่งท้อ ร้องไห้จนชิน

แต่ปัจจุบันไม่คิดหรือท้อแท้กับชีวิตแล้ว “เราเกิดมาเราต้องสู้กับปัญหาทุกอย่างจะมัวแต่น้อยใจ แล้วทำไมทุกๆ วันไม่ทำมันให้ดี” ในเมื่อเกิดมาเป็นคน “คนเราเกิดมาแล้วทุกคนต้องมีหน้าที่และภาระ แต่อยู่ที่ว่าภาระตรงนั้นมันจะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง” ทุกอย่างถ้ากายและใจสู้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เวลา 4 – 5 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยฯ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ทั้งสิ้น ถ้าก้าวพลาดมันจะพลาดไปเลย ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้เลย นอกจากคำว่า “เริ่มต้นใหม่” การเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่า ถ้าเราไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนหรือเรียนรู้จะโดนด่าว่า “ไม่มีการศึกษา” แต่ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่ง คนที่ไม่ได้เรียนในสังคมไทยอาจไม่มีใบเบิกทางในการประกอบอาชีพในสังคมปัจจุบัน

“ตอนนี้หนูไม่มีปู่ เหลือแต่ย่าและน้องชาย ปู่ท่านอยากเห็นหนูใส่ชุดข้าราชการ แต่ท่านไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่ได้เห็นหนูใส่ชุดข้าราชการ หนูตั้งใจจะสอบข้าราชการให้ติดสมกับท่านได้หวังไว้ ตั้งแต่หนูเกิดมาอยู่กับปู่และย่าตั้งแต่เล็กจนโต หนูยังไม่เคยได้กอดท่านเลย ท่านทั้งสองเป็นพ่อแม่ของหนู เมื่อหนูเรียนจบหนูอยากกลับไปอยู่กับย่า จะตั้งใจเรียนให้จบและรีบกลับไปอยู่กับย่า ก่อนที่หนูจะไม่มีย่าให้ดูแล” จุ๋มกล่าวทิ้งท้าย

 

ชลธิชา ศรีอุบล

กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี 0-2549-4994

Life Lessons from a Korat Native

Life is full of ups and downs; everyday poses a new challenge to overcome. For someone who has suvived through the odds like Patchareeya Than-aek, fourth-year student in the Educational Technology and Communicatio program, the best lesson she has learned is to remain persistent and commited to one’s goal.

“People with disabilities are my role models,” Patchareeya says. “They have inner strength to overcome life’s many challenges. True, sometimes I feel discouraged, but I never give up,” she adds.

As the oldest child, Patchareeya had to work to support her younger brother, as her parents were separated. She was accepted into Rajamangala University of Technology Thanyaburi’s Faculty of Science and Technology, after graduating from high school, but due to financial difficulties, she could not enroll into the program.

“I worked on petty jobs, earning only 100 to 200 baht per day. Although my mother sent us 1,000 to 1,500 baht a month, it wasn’t enough,” she says.

Two years later, she was again accepted into the Faculty of Science, Suan Sunandha Rajabhat University. Again, she couldn’t afford the tuition, and decided to drop the plan to go back to school. In 2009, she applied to RMUTT and was accepted into the Faculty of Technical Education. At that time, she decided to enroll into the program.

“I lived in the dormitory alone, and the rent was very expensive. Sometimes, I had to skip meals inorder to save enough money to pay for other things. A rice of plate and mackeral would last 2 days!” Patchareeya says, adding that she had to rely on herself for the entire first year. “In the future, I’d like to be a teacher.” Her grade point average is 3.26.

After the first year, Patchareeya received a scholarship which helps pay for tuition and living expenses. “I used to cry a lot during my first year. I asked myself, ‘why is my life so different from other people’s?’ But now I no longer feel pity for myself. I think we are all born with duties; some may be more difficult than others. If we keep persisting, doing our best everyday, then it all will work out in the end,” she says.

To her, education is the most important step toward having a career and living a good life. Everthing that happens in university life is a valuable experience. “If we make a wrong decision, it will stay with us for the rest of our lives. There’s no way to go back and correct it, except beginning over again,” she says.