มหันตภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ ส่งผลให้ประชาชนคนไทยเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้าไม่ว่าจะยาก ดี มี หรือจน คนต่างจังหวัดหรือคนกรุงเทพฯ ล้วนแล้วแต่ได้รับความทุกข์สาหัสสากรรจ์กันถ้วนหน้า

จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นอีก “บทบาท” ของ “สถานศึกษา” ต่างๆในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมโดยไม่เห็นแก่เหน็จแก่เหนื่อย

อย่างการจัดตั้ง “ศูนย์ที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัย” ของสถานศึกษาต่างๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ว่าจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม และวิทยาเขตสารสนเทศจ.ราชบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เป็นต้น

ขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ทั่วประเทศ ก็ได้เปิดเป็น “ศูนย์อพยพ” ช่วยเหลือผู้อพยพเข้าพักพิง และอำนวยความสะดวก อาทิ ศูนย์อพยพของ มรภ.วไลยอลงกรณ์ มรภ.พระนครศรีอยุธยา มรภ.ธนบุรีมรภ.ราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา มรภ.เทพสตรีลพบุรี มรภ.นครสวรรค์ มรภ.สวนสุนันทามรภ.นครปฐม มรภ.เพชรบุรี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง มรภ.กาญจนบุรี มรภ.จันทรเกษม ฯลฯโดยมีศูนย์ มรภ.พระนคร เป็นศูนย์กลาง

โดยมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ยังได้งัดเอานวัตกรรมต่างๆ ที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น ออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย อาทิ เรือปีบทอง และการห่อรถหนีน้ำของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เครื่องบรรจุทราย มทร.ธัญบุรี ยาแก้น้ำกัดเท้า มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แพถังพีวีซี มรภ.นครปฐม เป็นต้น

หรือแม้แต่สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ในกรุงเทพฯ ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบถึง 35 ศูนย์ เช่นโรงเรียนวัดสุทธิวราราม โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนสิริรัตนาธร โรงเรียนสายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ โรงเรียนปทุมคงคาโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ฯลฯ

นอกจากนี้ สถานศึกษาอาชีวศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ก็ได้เปิดศูนย์พักพิงใน 23 จังหวัด รวม61 ศูนย์ อาทิ จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี จ.สิงห์บุรีจ.ฉะเชิงเทรา จ.สมุทรสงคราม จ.สมุทรสาครจ.สมุทรปราการ จ.สุพรรณบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.ราชบุรีจ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี เป็นต้น

นอกจากการจัดตั้งศูนย์ที่พักพิงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษายังช่วยเหลือด้านอาหาร และน้ำดื่ม โดยมอบหมายให้สถานศึกษาที่เปิดสอนวิชาคหกรรม ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษา(วอศ.) ธนบุรี วอศ.สุรินทร์ วอศ.กาญจนบุรีวอศ.ชลบุรี วอศ.อุดรธานี วอศ.เพชรบุรีวอศ.มหาสารคาม วอศ.ฉะเชิงเทรา วอศ.นครราชสีมา วอศ.เพชรบุรี วอศ.นครปฐมวิทยาลัยสารพัดช่าง (วพช.) เพชรบุรี และวพช.ปากช่อง ระดมครู และนักศึกษาสาขาอาหารและโภชนาการ หมุนเวียนผลิตอาหารกล่องให้กับศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยวันละ 3 มื้อ รวม 54,000 กล่องต่อวัน

รวมถึง สร้างสุขาลอยน้ำ 750 หลัง เรือไฟเบอร์กลาสขนาดใหญ่ ติดเครื่องยนต์ 10 ลำเรือเหล็กซิงก์ 32 ลำ เรือท้องแบน 1,000 ลำและถุงยังชีพ 21,000 ถุง

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ วอศ. จัดโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชุน (Fix it Center) เพื่อให้บริการซ่อมเครื่องไฟฟ้าอุปกรณ์ต่างๆ ให้ประชาชน ภายหลังน้ำลดอีกด้วย

และเพื่อให้การทำงานของหน่วยงานในสังกัด ศธ. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพล่าสุด “นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ทุกๆ หน่วยงานใน ศธ. รับผิดชอบและจัดทำแผนรองรับรวม 16 ด้าน ดังนี้

การอพยพประชาชน มอบให้ “นายชินภัทรภูมิรัตน” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รับผิดชอบหาสถานที่รองรับประชาชนไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นคน ดูแลรักษาทรัพย์สินของประชาชน, “นายประเสริฐ บุญเรือง” เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รับผิดชอบด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค จัดหาพาหนะขนส่งอาหาร น้ำ อุปกรณ์ต่างๆ และจัดทำพนังกั้นน้ำ, “นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์”เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รับ

ผิดชอบด้านอาหารการขนส่ง การไฟฟ้าการสื่อสาร เครื่องสูบน้ำ, “นายนิวัตรนาคะเวช” รองปลัดศธ. รับผิดชอบควบคุมระบบการติดต่อสื่อสารของศธ. ทั้งระบบ

“น.พ.ปิยะสกลสกลสัตยาทร”อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล, ส่วนการดูแลสัตว์เลี้ยงมอบให้ “ศ.มงคล เตชะกำพุ” คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรับผิดชอบร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ของมหาวิทยาลัย, “รศ.ศรปราชญ์ ธไนศวรรยางกูร”รองอธิการบดี มก. ดูแลการฟื้นฟูอาชีพแก่ประชาชนภายหลังน้ำลด, “นายสมบัตรสุวรรณพิทักษ์” ดูแลการเงินและงบประมาณ,”น.พ.กำจร ตติยกวี” รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดูแลการส่งข่าวสารผ่านระบบ Social Network และการประชาสัมพันธ์ และ “นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ”ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สช. ดูแลการกำจัดขยะ และการทำความสะอาด

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ยังได้มอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดแต่ละแห่งเข้าช่วยฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม โดยแบ่งความรับผิดชอบดังนี้ จุฬาฯ รับผิดชอบสวนอุตสาหกรรมบางกะดี, มก. รับผิดชอบนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ, มม. รับผิดชอบนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน, มธ. รับผิดชอบนิคมอุสาหกรรมสหรัตนนคร, มจธ. รับผิดชอบนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับผิดชอบนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และ มจพ. รับผิดชอบนิคมอุตสาหกรรมเฟคเทอรี่

โดยให้แต่ละมหาวิทยาลัยทำข้อมูลแนวทางการฟื้นฟูโรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ ทั้งการซ่อมแซมเครื่องมือ หรือการกำจัดสารเคมีที่ถูกน้ำท่วมจากนั้น ศธ. จะเสนอรายงานให้รัฐบาลเพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

อีกทั้ง ศธ. ยังจับคู่จังหวัดที่ไม่ประสบภัยให้เป็น “พี่เลี้ยง” ดูแลจังหวัดที่ประสบภัยอย่างครบวงจร อาทิ จ.ปทุมธานี ให้ จ.ชลบุรีจ.ปราจีนบุรี จ.นครนายก และ จ.ระยอง เข้ามาดูแล, ส่วนกรุงเทพฯ ให้ จ.สุรินทร์ ดูแลเขตดอนเมือง จ.บุรีรัมย์ ดูแลเขตสายไหมจ.ขอนแก่น ดูแลเขตบางเขน จ.ศรีสะเกษดูแลเขตหลักสี่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดูแลเขตคลองสามวา จ.อุดรธานี ดูแลเขตมีนบุรีจ.สระแก้ว ดูแลเขตหนองจอก จ.สระบุรี ดูแลเขตลาดกระบัง จ.ร้อยเอ็ด ดูแลเขตบางพลัดจ.กาฬสินธุ์ ดูแลเขตทวีวัฒนา จ.มหาสารคามดูแลเขตตลิ่งชัน จ.ยโสธร ดูแลเขตธนบุรีจ.หนองบัวลำภู ดูแลเขตลาดพร้าว จ.หนองคายดูแลเขตวังทองหลาง และ จ.ชัยภูมิ ดูแลเขตคันนายาว

โดยสถานศึกษาทุกสังกัดในจังหวัดพี่เลี้ยงเหล่านี้ ต้องประสานกับทางจังหวัด เพื่อเข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตที่ตนเองรับผิดชอบทั้งการจัดหาอาหาร การดูแลสุขภาพ การรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ประสบภัย รวมถึงการอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่

จากวิกฤตการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ทำให้เราได้เห็นอีกบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสังคมในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤตของ “สถานศึกษา”ต่างๆ ในสังกัด ศธ. อย่างเข้มแข็ง นอกเหนือจากพันธกิจปกติในการจัดการเรียนการสอนการให้บริการทางวิชาการ การวิจัย และการทำนุบำรุงศาสนา

เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้ ประเทศไทยก็จะฝ่า “มหันตภัยน้ำท่วม” ครั้งนี้ ไปได้อย่างแน่นอน!!


C-111111031075