ครีมอาบน้ำกลิ่นหอมกรุ่นเหมือนข้าวหอมมะลิที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ แล้วมีควันลอยฟุ้ง ส่งกลิ่นขจรขจายไปทั่วบ้าน ชวนให้ถวิลหายิ่งนัก พาให้อดใจไม่ไหว อยากรู้แหล่งผลิตอยู่ที่ใด อ้อ… วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยธัญบุรี นี่เอง และจากการประสานงานของ 2 พีอาร์ไฟแรง จอย-ปาริชาติ พัฒนพงษ์ และ ปลา-สาวิตรี สามปลื้ม ก็ได้นำพาให้เราได้ไปพบ อ.พรทิพย์ ตันติวงศ์ ผอ.ฝ่ายพัฒนานักศึกษาและกิจกรรมพิเศษ รักษาการ ผอ. วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปทุมธานี เมืองเอก ในยามบ่ายวันหนึ่งที่อากาศกำลังร้อนอบอ้าว เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มองเห็นโครงสร้างตึกหลังใหญ่กำลังลงหลักปักฐานสร้างเป็นอาคารเรียนหลังใหม่อยู่

ก่อนจะเป็นวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยธัญบุรีเช่น ปัจจุบัน อ.พรทิพย์ย้อนความหลังว่า สำหรับตนเองนั้น บอกตรง ๆ ว่าแรก ๆ ไม่ได้สนใจการแพทย์แผนไทยหรอก เพราะจบคณะสัตวบาลที่เกษตรศาสตร์มาก็มาเป็นอาจารย์ตั้งแต่ปี 2520 แค่ร่วมวางหลักสูตรบ้างเท่านั้น ต่อมาได้รับมอบหมายก็ทำไปตามหน้าที่ แต่เมื่อมารับผิดชอบจริง ๆ แล้ว กลับ “ตกหลุมรักในอาชีพนี้ บอกตัวเองว่าเราต้องอนุรักษ์แพทย์แผนไทยให้ลูกหลานได้สืบต่อ คนอื่นเอาศาสตร์เราไป เอาสมุนไพรเราไป แสดงว่าเรามีดี การที่เราหันมาใช้องค์ความรู้การแพทย์แผนไทยในการรักษาสุขภาพ ทำให้เราพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งยาฝรั่งอย่างเดียวซึ่งปีหนึ่งต้องเสียค่ายาเยอะมาก สารสังเคราะห์ถ้าใช้ติดต่อกันนานก็มีสารตกค้าง ไม่เหมือนสมุนไพรตามธรรมชาติที่ใช้แล้วมันจะขับออกมา แล้วเราไม่ใช้ปริมาณมาก แม้แพทย์แผนไทยจะมีข้อจำกัด บางโรคก็ต้องใช้แผนปัจจุบัน เช่นเรื่องการผ่าตัด หรือพึ่งพาหมอแผนปัจจุบัน แต่ยังไงแพทย์แผนไทยก็เป็นมรดกของชาติ ต้องช่วยกันรักษา”

เป็นประโยคแรกที่ อ.พรทิพย์ ตันติวงศ์ เอ่ยกับเรา

ที่มาการเปิดหลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ธัญบุรี มาจากการผลักดันของ หมอเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ตั้งแต่ปี 2541 ตอนนั้นการแพทย์แผนไทยมีสอนแห่งเดียวที่โรงเรียนอายุรเวชของ คุณหมออวย เกตุสิงห์ ท่านเป็นหมอแผนปัจจุบันที่ศรัทธาแพทย์แผนไทยร่วมกับหมอแผนปัจจุบัน เปิดสอนขึ้น แล้วหมอเพ็ญนภาเห็นว่าราชมงคลบาง วิทยาเขตมีการสะสมองค์ความรู้ด้านสมุนไพรเยอะ มีสวนสมุนไพร จึงคุยกับผู้บริหาร ตอนนั้นเป็นหลักสูตร ปวศ. 3 ปี ล้อมาจากหลักสูตรโรงเรียนอายุรเวชเดิม ต่อมาปรับหลักสูตรเป็นปริญญาตรี รุ่นแรก ๆ ยังอยู่กับคณะวิทยาศาสตร์ จนปี 2550 หลักสูตรนี้โอนมาอยู่ในวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยประยุกต์

ซึ่ง การเอาแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบการศึกษาทำให้มีการยอมรับมากขึ้น อธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ ต่างจากแพทย์แผนโบราณ จะมีคัมภีร์เวชกรรม แต่ละคัมภีร์บางทีภาษาเข้าใจยาก ระบบการถ่ายทอดอาจทำให้เริ่มเพี้ยน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ มีช่วงหนึ่งที่ศาสตร์พวกนี้เกือบหายสาบสูญ เมื่อเอาเข้าสู่ระบบการศึกษา เอาวิทยาศาสตร์มาจับ อย่างสมุนไพรนี้ทำไมรักษาโรคหาย ก็ต้องวินิจฉัยว่ามันมีสารอะไร สารนั้นออกฤทธิ์ยังไงต่อระบบเซลล์ ต่อระบบต่าง ๆ ทำให้หายได้ยังไง อธิบายได้หมด “เมื่ออธิบายได้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยเริ่มหันกลับมายอมรับ เป็นแพทย์ทางเลือก นอกเหนือจากแพทย์แผนปัจจุบัน”

ที่นี่มีการสอน 2 หลักสูตร หลักสูตรแรกคือ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ เด็กต้องจบสายวิทยาศาสตร์ ปี 1 ปี 2 ต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานกับวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อให้เข้าใจหลัก การทางวิทยาศาสตร์ เรียน 4 ปี จบแล้วได้ปริญญาตรีสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต ได้ใบประกอบโรคศิลปะ ออกโดยกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข ส่วนอีกหลักสูตรคือ วิทยาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกสุขภาพความงามและสปาไทย เป็นที่เดียวที่สอนด้านนี้ ปี 1 ปี 2 เรียนคล้ายคลึงแพทย์แผนไทยประยุกต์ เรียนพื้นฐานด้านการนวด เวชกรรม เภสัชกรรม แต่ไม่ลงลึก ปี 3 ปี 4 จะเอาความรู้พวกนี้ไปใช้กับงานสปา เป็นการแตกยอดออกไป เน้นการตรวจรักษา ฟื้นฟูสุขภาพ ความสวยงาม ผิวพรรณ ผิวหนังภายนอก กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

“ก็มีบางครั้งผู้ปกครองไม่ เข้าใจ ลังเล เพราะสปาบ้านเรามีตั้งแต่ระดับล่างไปบน สงสัยว่าทำไมต้องเรียน เป็นหมอนวด ไม่ต้องมีปริญญาก็ได้นี่ แต่พอมาสัมผัสจะรู้ หัตถเวช ใครก็นึกเรื่องนวด แต่จริง ๆ ยังมีเรื่องยา เภสัช ผดุงครรภ์ เวชกรรม ต้องเรียนตั้งแต่พื้นฐาน ต้องวินิจฉัย ต้องทำเคสสตัดดี้ จะรักษาด้วยยา เขาก็ตั้งตำรับจ่ายยา ถ้านวด ก็บำบัดตามขั้นตอน บางทีต้องประคบ ต้องอบ คนจะมาทำกายภาพ ต้องเข้าห้องตรวจก่อน ไม่ใช่มาถึงนวดเลย”

ทั้ง นี้ การนวดมี 2 สาย คือสายราชสำนัก กับสายเชลยศักดิ์ สายแรกสืบทอดมาจากหมอนวดที่ใช้กับผู้สูงศักดิ์ เป็นการนวดแบบสุภาพ ไม่เข้าถึงเนื้อถึงตัว นั่งไม่เอาเท้าชี้ไปข้างหน้า นั่งพับเพียบข้าง ก่อนนวดจะยกมือไหว้เพื่อขอขมา เพราะอาจมีการล่วงเกิน เช่น คร่อมศีรษะ จะใช้นิ้วหัวแม่มือเท่านั้นในการนวด กดตามแนวเส้นเลือดกับเส้นประสาท กดเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณต่าง ๆ จะสัมผัสตรงจุดที่จำเป็น “ของเราเป็นศาสตร์แบบราชสำนัก” ส่วนสายเชลยศักดิ์ คือการบีบตามกล้ามเนื้อ มีการใช้ศอก ใช้เข่า ใช้ดึง ใช้ดัด ยกขาขึ้นมาแล้วดัดงอ บางทีเข้าระหว่างขา เป็นต้น

ทำไมคนรุ่น ใหม่หันมาสนใจเรียนแพทย์แผนไทยมากขึ้น อ.พรทิพย์ชี้ว่า จะว่าเป็นแฟชั่นกลับสู่ธรรมชาติก็ได้ แต่ยังเป็นเรื่องโอกาสของการมีงานทำ โดยเฉพาะนโยบายสุขภาพแห่งชาติที่กำหนดให้ทุกโรงพยาบาลต้องมีแพทย์ทางเลือก ก็ยิ่งเป็นโอกาส มีตำแหน่งรอแน่นอน ตอนนี้สถาบันที่เปิดสอนก็มีที่มหิดล ธรรมศาสตร์ แม่ฟ้าหลวง และที่นี่ นักศึกษาที่จบแล้วจึงมีคนแย่งตัว

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยประยุกต์ธัญบุรี มี

นักศึกษาหลักสูตรแพทย์แผนไทย 250

คน หลักสูตรสุขภาพความงามสปาไทย 100 คน มีอาจารย์ 20 คน หากรวมสายสนับสนุนด้วยก็เป็น 45 คน เท่ากับ อาจารย์ 1 คน ต่อนักศึกษา 4 คน ใช้

เกณฑ์เดียวกับนักศึกษาแพทย์ อาจารย์จึงทำงานหนักมาก “เขามองว่า เราเป็นหมออย่างหนึ่ง แต่เป็นหมอแผนไทย เพราะอย่างนั้นการฝึกฝนเราต้องดูแลใกล้ชิด แม้แต่เรื่องการแต่งตัว บอกเขา บุคลิกของหมอจะเรียกศรัทธาคนไข้ได้ส่วนหนึ่ง ถ้าหมอผมยาว นุ่งกระโปรงสั้นมาก คนไข้ก็ไม่ศรัทธา บางคนเถียง ข้างนอกอย่าง ข้างในอย่าง ไม่เห็นเกี่ยวเลยอาจารย์ อ้าว ก็ข้างใน กว่าจะรู้ต้องใช้เวลานี่ เมื่อข้างในดี ทำไมไม่ทำข้างนอกให้ดีด้วย ศรัทธาต้องมาก่อน เหมือนหมอไทยโบราณ ทำไมต้องมีคาถา มีมนต์ มันเป็นการรักษาทางจิตใจไง คนไข้ศรัทธาหมอ ก็หายไข้ไปส่วนหนึ่งแล้ว การแต่งตัว การวางตัว การพูดจา ก็ต้องดี นี่ไง”

อ.พรทิพย์หัวเราะกว้าง ยิ่งขับเน้นทำให้ใบหน้าผ่องใส เห็นชัดได้ว่า เป็นผู้ใหญ่ใจดี เมตตาสูง มองเห็นศิษย์เหมือนลูกหลาน แม้ตัวท่านเองจะครองตัวเป็นโสดก็ตาม นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทุ่มเทเวลาให้กับงานได้เต็มที่.

“..คนอื่นเอาศาสตร์เราไป เอาสมุนไพรเราไป แสดงว่าเรามีดี…”

หมาย เหตุ: สืบเนื่องจากวิถีชีวิต ชุมพร มูรพันธุ์ สัปดาห์ที่แล้ว มีการพูดถึงโอเปร่าเฮ้าส์ ซึ่งบางคนมองเหมือนการตัดผลส้มเป็น 5 หยัก บางคนมองเหมือนเรือ อ.สุนทร ภิรมย์รื่น แห่งการเคหะแห่งชาติ กรุณาโทรศัพท์มาให้ความรู้ว่า ผู้ออกแบบได้นั่งเรือออกไปปากอ่าวซิดนีย์ เห็นคนออสเตรเลียชอบเล่นเรือใบมาก จึงเอาเรือใบมาถ่ายทอดเป็นสัญลักษณ์ของโอเปร่าเฮ้าส์ และชนะใจกรรมการผู้ตัดสินชี้ขาด ขอกราบขอบพระคุณด้วยค่ะ อาจารย์

สิ่งประทับใจ

“เด็ก ที่มาเรียนคนหนึ่ง ตอนปฐมนิเทศตอบได้โดนใจประทับใจมาก เขาบอกว่า เพราะคุณแม่เขาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ และรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาโดยตลอด ได้เห็นคุณแม่กินยาแล้วทรมานมาก พอเรียนมัธยมปลายได้เรียนรู้ว่าสมุนไพรบางอย่างช่วยได้ และก็ไม่มีส่วนที่สะสมในร่างกาย เขาก็มุ่งมั่นมาเรียนและจบกลับไปรักษาคุณแม่ด้วย อันนี้เป็นอีกกลุ่มตัวอย่างที่เอาปัญหาใกล้ตัวเป็นแรงผลักดัน เด็กบางคนมาเรียนเพราะที่บ้านทำธุรกิจ เช่น สปา ก็มาเอาความรู้ บางคนอยากเรียนรู้สมุนไพร สมุนไพรอย่ามองเป็นยาอย่างเดียว เป็นอาหารด้วย น้ำพริกไทย ที่กินกับผักข้างรั้ว กินแล้วมีภูมิคุ้มกันโรคไปในตัว” ดร.ไฉน น้อยแสงทั้งนี้ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยประยุกต์ธัญบุรี มีทั้งสถานพยาบาลแพทย์แผนไทย สถานสุขภาพความงามและสปาไทย และสถานผลิตยาแผนโบราณ เครื่องสำอาง และชา โดยเฉพาะเครื่องสำอาง เช่น ครีมทามือ ครีมอาบน้ำ ชุดที่ทำจากรวงข้าว คิดค้นโดย ดร.ไฉน น้อยแสง นั้น ขายดีมาก ขายดีจนผลิตไม่ทัน ใครลองได้ใช้เป็นติดใจทุกคน แม้จะไม่มีการวางจำหน่ายขายทั่วไปก็ตาม

สนใจแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์ ติดต่อได้ที่ โทร.0-2592-1904.

ชุติมา บูรณรัชดา/บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง-ภาพ